หัวข้อประเทศไทย

แก๊งสแกมเมอร์ย้ายฐานจากกัมพูชาสู่เมียนมา! เหยื่อนับร้อยถูกขังทรมาน เครือข่ายช่วยเหลือวอนรัฐเร่งช่วย

ตาก – มีรายงานความเคลื่อนไหวจากชายแดนไทย-เมียนมา ด้านอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ว่า แก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ออนไลน์ ได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากชายแดนกัมพูชามายังพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา หลังจากชายแดนกัมพูชาเกิดปัญหาความขัดแย้งและมีการปิดด่าน ทำให้ธุรกิจอาชญากรรมเหล่านี้กลับมาคึกคักอีกครั้งบริเวณตรงข้าม อ.พบพระ และมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ผู้ประสานงานจากเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เปิดเผยว่า เหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานที่นี่ต้องเผชิญกับการถูกกักขังและทรมานอย่างโหดร้าย บางคนตั้งครรภ์ บางคนพยายามฆ่าตัวตาย และบางคนถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ เช่นดวงตา ร่างกายถูกทำร้ายอย่างหนักและถูกขังในห้องมืดอย่างน่าเวทนา ขณะนี้ทางเครือข่ายฯ ได้รับการร้องเรียนจากเหยื่อและญาติมานานกว่า 6-7 เดือนแล้ว โดยมีรายชื่อเหยื่อกว่า 100 คนที่กระจายอยู่ในพื้นที่ของกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่ม BGF และ DKBA โดยเฉพาะในพื้นที่ของ DKBA มีเหยื่อมากถึง 92 คน ล่าสุด ทางเครือข่ายได้ประสานกับผู้นำระดับสูงของกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA ซึ่งได้ตอบตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือเหยื่อทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ ทำให้เจ้าหน้าที่จากเครือข่ายฯ เดินทางไปรอที่ชายแดนจังหวัดตากแล้ว โดยมีการระบุพิกัดและจำนวนเหยื่อใน 3 จุด ได้แก่ บริษัทองไทย (ไท้เฉียง 1), บริษัท Hexin (ไม้เฉียง […]

อ่านต่อ

เปิด ไทม์ไลน์คดี “จอนนี่ มือปราบ” พร้อมใครเสี่ยงติดร่างแห

ดาบตำรวจยุทธพล ศรีสมพงษ์ ฉายา “จอนนี่ มือปราบ” เริ่มรับราชการในปี พ.ศ. 2543 ที่ สน.คันนายาว ก่อนย้ายมาประจำที่กองปราบปรามและกลายเป็นที่รู้จักผ่านการปลอมตัวสืบสวนในคดีสำคัญหลายเรื่อง เช่น คดีสาวประเภทสองหลอกลวงชาวต่างชาติ โดยเปิดตัวในงานสื่อจนคนจำได้ มีชื่อเสียงจากการใช้สไตล์ “อินดี้” ติดดิน พิจิตรภาพทางสังคมสูง ทำให้มีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียหลายล้านคน ไปสังกัดที่ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีบทบาทเป็นอินฟลูเอนเซอร์ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังลงทุนธุรกิจหลายอย่าง เช่น รีสอร์ต คาเฟ่ เมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 เขาเคยประกาศว่าจะลาออกในปีหน้าเพราะเห็นว่า “อุดมการณ์ขัดกับระบบ” แต่สุดท้ายลาออกจริงตั้งแต่กลางปี ไทม์ไลน์คดีบุกรุกป่านิคมฯ – สร้างรีสอร์ต “จอนนี่ มือปราบ” กลุ่มบุคคลที่ “เสี่ยง” อาจถูกดำเนินคดีร่วม (ตามรายงานข่าว) อ้างอิงจากข่าววันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่ระบุว่ามีการออกหมายจับและควบคุมตัว “เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นรวม 5 ราย” พร้อมผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ บทบาทที่ถูกพาดพิง/ถูกจับกุมจึงอยู่ในกรอบต่อไปนี้ (จัดกลุ่มตาม “หน้าที่” ไม่ระบุชื่อเฉพาะ): อ่านข่าวอื่น […]

อ่านต่อ

เมียนมาโหด! ทัพอากาศโจมตีหมู่บ้านมอชีว์ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 32 ราย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี/KA เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 06.10 น. เครื่องบินรบของกองทัพอากาศเมียนมา รุ่น YAK-130 ได้บินเข้ามาโจมตีสำนักงานเก่าของพรรคแห่งชาติคาเรนนีก้าวหน้า (KNPP) ที่หมู่บ้านหล่อคาโหล่ ต.มอชีว์ อ.ผาซอง ส่งผลให้อาคารเก่าได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้งานอาคารดังกล่าวมานานแล้ว ต่อมาในเวลา 08.00 น. เครื่องบินชนิดเดียวกันได้บินขึ้นโจมตีบนยอดเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์ชาวพุทธในพื้นที่ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณแขน 1 ราย และที่ขา 1 ราย สำหรับการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทางสำนักข่าว Kantarwaddy ซึ่งเป็นสื่อในเครือข่ายของ KNPP ยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 32 รายที่สามารถระบุตัวตนได้ และอีก 6 รายที่พบเพียงเศษชิ้นส่วนมนุษย์กระจัดกระจายในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ การโจมตีทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วรวมทั้งสิ้น 11 ครั้ง./ภาพข่าวโดย : […]

อ่านต่อ

รวบ 3 ผู้ต้องหา หนึ่งในนั้นจบ LSE ก่อเหตุรีดไถทางไซเบอร์จากประเทศไทย

เมื่อ 17 ส.ค.2568 Hindustan Times เป็นสื่อหนังสือพิมพ์และสำนักข่าวออนไลน์ ของประเทศอินเดีย รายงานว่า ตำรวจเดลี สามารถจับกุมชาย 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นจบการศึกษาจาก London School of Economics (LSE) ในข้อหาต้องสงสัยว่าร่วมกันก่อเหตุรีดไถทางไซเบอร์ในระดับนานาชาติจากประเทศไทย เพื่อชำระหนี้สิน ได้แก่ สุมิท (42 ปี), พรินซ์ (35 ปี) และนิติช (31 ปี) ตำรวจกล่าวว่า นักธุรกิจรายนี้ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ Desh Bandhu Gupta (DBG) Road หลังจากได้รับโทรศัพท์ข่มขู่จากเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในประเทศไทย โดยผู้ที่โทรมาได้แอบอ้างเป็นแก๊งสเตอร์ชื่อดัง และเรียกร้องเงินผ่านคิวอาร์โค้ดสกุลเงินดิจิทัล พร้อมทั้งขู่ว่าจะทำร้ายลูกๆ ของเขาหากไม่ยอมจ่าย เจ้าหน้าที่ได้เปิดการสอบสวนทันทีภายใต้มาตรา 308(4) ของกฎหมายอาญา Bharatiya Nyaya Sanhita (BNS) โดยทีมสืบสวนจากสถานีตำรวจ DBG Road และสถานีตำรวจไซเบอร์ (เขตกลาง) […]

อ่านต่อ

ผู้ว่าฯโคราช เอาจริง! “ล้างบางยาเสพติด” รวบกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-อส.-อปท. 18 ราย ไล่ออกทันที

นครราชสีมา – 13 ส.ค. 2568 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำทีมหน่วยงานความมั่นคง แถลงปฏิบัติการ “No Drugs No Dealer – ไม่มียา ไม่เหลือที่ในโคราช” กวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดครอบคลุม 32 อำเภอ หลังรับแจ้งเบาะแสผู้ต้องสงสัย 395 ราย ระหว่าง 12-13 ส.ค. ตำรวจ-ฝ่ายปกครองบุกปิดล้อม 13 อำเภอเป้าหมาย จับผู้เกี่ยวข้องรวม 18 ราย เป็นกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน 7 ราย สมาชิก อส. 2 ราย และเจ้าหน้าที่ อปท. 9 ราย สั่งปลดออกจากตำแหน่งทันที พร้อมตรวจพบผู้เสพกว่า 8,300 ราย ส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดและฟื้นฟูอาชีพ ผู้ว่าฯ ชัยวัฒน์ ระบุ อบจ.นครราชสีมา สนับสนุนชุดตรวจสารเสพติด 2 หมื่นชุด […]

อ่านต่อ

อย่าใช้โศกนาฏกรรมสร้างความเกลียดชัง : บทเรียนสำคัญจากทั่วโลก

เลิกหาประโยชน์ส่วนตน จากความสูญเสีย ด้วยการสร้างความเกลียดชัง บนพื้นฐานที่ไม่เป็นจริง ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ความสูญเสียไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมส่วนบุคคล แต่ยังกลายเป็น “เชื้อไฟ” ที่บางฝ่ายนำมาใช้สร้างกระแส เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือส่วนตัว ปรากฏการณ์นี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในไทยและต่างประเทศ ตัวอย่างในต่างประเทศ กรณีคลาสสิกคือการเมืองสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ 9/11 ปี 2001 เมื่อการก่อการร้ายถูกใช้เป็นเหตุผลผลักดัน “สงครามอิรัก” แม้ในเวลาต่อมาจะปรากฏชัดว่า หลักฐานเรื่องอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) เป็นข้อมูลที่ไม่มีมูล แต่ในเวลานั้น ความกลัวและความโกรธถูกใช้เป็นเครื่องมือผลักดันนโยบาย จนเกิดสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสน และสร้างความแตกแยกในสังคมสหรัฐฯ มาจนถึงทุกวันนี้ กรณีในภูมิภาคเอเชีย ในบางประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุความขัดแย้งชายแดนถูกขยายและตีความเกินจริง เพื่อสร้างภาพอีกฝ่ายเป็น “ศัตรู” สืบเนื่องไปถึงการปลุกกระแสชาตินิยมสุดโต่ง จนส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนหยุดชะงัก การค้าร่วมพังทลาย และประชาชนสองฝั่งต้องอยู่ในบรรยากาศแห่งความหวาดระแวง ตัวอย่างในสังคมไทย ประเทศไทยเองก็ไม่รอดพ้นจากวงจรนี้ ในหลายเหตุการณ์ด้านความมั่นคงหรือการเมือง ความสูญเสียของประชาชนถูกหยิบไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีคู่แข่ง บางครั้งมีการตัดต่อคลิป เลือกใช้ภาพบางมุม หรืออ้างพยานเพียงฝั่งเดียว เพื่อสร้าง “เรื่องเล่า” ที่ตอกย้ำความเกลียดชัง ผลลัพธ์คือความขัดแยกที่ฝังลึก และทำให้การหาทางออกอย่างมีเหตุผลแทบเป็นไปไม่ได้ บทเรียนที่ควรจำ ไม่ว่าที่ไหนในโลก การใช้โศกนาฏกรรมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ล้วนทิ้งรอยแผลให้สังคมยาวนานกว่าที่คาด บางครั้งรอยแผลนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขความสูญเสีย […]

อ่านต่อ

12 สิงหา วันวีระชนกะเหรี่ยง การเสียชีวิตและหลักการ 4 ข้อ

วันวีระชนกะเหรี่ยง หรือ Karen Martyrs’ Day ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญสำหรับชาวกะเหรี่ยงทั่วโลก เพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียสละชีวิตในการต่อสู้เพื่อเอกราชและสิทธิในการปกครองตนเองของชาวกะเหรี่ยงในประเทศพม่า ประวัติความเป็นมาของวันนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) เมื่อ ซอ บา อู จี (Saw Ba U Gyi) ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) และผู้นำคนสำคัญในขบวนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ถูกสังหารโดยกองทัพพม่าพร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกหลายคน การเสียชีวิตของ “ซอ บา อู จี” และคณะ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงวีรชน ไม่ใช่เฉพาะตัวท่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักต่อสู้ทุกคน ทั้งทหาร พลเรือน และผู้ที่เสียชีวิตในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 60 ปี ในวันดังกล่าว จะมีการจัดพิธีรำลึกในหลายพื้นที่ ทั้งในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ KNU ในพม่า ค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-พม่า รวมถึงในหลายประเทศที่มีชาวกะเหรี่ยงอพยพไปตั้งถิ่นฐาน […]

อ่านต่อ

ทหารเขมรมีของดีจริงหรือ? ไขปริศนาทำไม “มนต์ดำ” ถึงไม่อาจหยุดกระสุนปืนได้

ดินแดนแห่งนครวัด – นครธม ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ หากแต่ยังเป็นแหล่งรวมของความเชื่อและศรัทธาที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไสยศาสตร์และมนต์ดำของเขมร” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความขลังและอานุภาพที่สามารถใช้ได้ทั้งการทำลายและปกป้อง ความเชื่อเหล่านี้แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะในกลุ่มทหารกัมพูชา ซึ่งมักมีการพึ่งพาเครื่องรางของขลัง พิธีกรรม หรือแม้แต่มนต์คาถา เพื่อเสริมขวัญกำลังใจ สร้างความมั่นใจ และเชื่อว่าสามารถปกป้องพวกเขาจากอันตรายที่มองไม่เห็นในสนามรบได้ เรามักจะได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับทหารเขมรที่อยู่ยงคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า หรือมีของดีที่ช่วยให้รอดพ้นจากกระสุนปืน แต่ในทางกลับกัน ความสงสัยย่อมเกิดขึ้นตามมาเสมอว่า คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ความขัดแย้งของสองสิ่งนี้ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง “ความเชื่อ” และ “ความเป็นจริง” ในบริบทที่แตกต่างกัน 1. พลังของศรัทธา vs. พลังของอาวุธ: เมื่อความเชื่อคือขวัญและกำลังใจ ในสถานการณ์คับขันในสนามรบ ความศรัทธาในไสยศาสตร์ เปรียบเสมือนเกราะกำบังทางจิตใจ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่ช่วยให้ทหารมีความกล้าหาญ ไม่หวั่นเกรงต่อความตาย ความเชื่อที่ว่าตนเองมีของดีคุ้มครอง ทำให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ปืนใหญ่ ขีปนาวุธ หรือระเบิด ย่อมมีอานุภาพทำลายล้างที่ชัดเจนและจับต้องได้มากกว่า การใช้ไสยศาสตร์ในทางไสยเวทย์นั้นมีข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ซับซ้อน อาจไม่ได้ส่งผลกระทบในทันทีทันใด หรือต้องอาศัยพิธีกรรมที่ไม่ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ในสนามรบที่ต้องการความรวดเร็วและเด็ดขาด ดังนั้นอาวุธสงครามจึงยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินผลแพ้ชนะอย่างแท้จริง 2. คุณไสยมี “กฎ” และ “ข้อจำกัด” ในโลกของไสยศาสตร์ มนต์ดำและคาถามักมีข้อห้ามหรือข้อจำกัดที่เข้มงวด […]

อ่านต่อ

“ทำไมศพทหารกัมพูชาถึงถูกทิ้งไว้กลางสนามรบ?”

เหตุใดจึงไม่มีใครมารับศพเหล่านั้นกลับไปอย่างสมเกียรติ? ในเมื่อแม้แต่ในสงคราม สิ่งที่ควรเหลือไว้คือ “ศักดิ์ศรีของผู้ตาย” 1. เมื่อศพคือภาระที่ไม่มีใครอยากแบก หนึ่งในสมมุติฐานที่น่าขนลุกคือ รัฐบาลกัมพูชา อาจปฏิเสธที่จะรับศพกลับ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะ “รู้แล้วจะต้องจ่าย” เพราะเมื่อยอมรับว่าทหารเสียชีวิตจากปฏิบัติการของรัฐ ย่อมตามมาด้วยภาระการจ่ายค่าชดเชยและดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งอาจกลายเป็นตัวเลขมหาศาลในยามที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังย่ำแย่ ดังนั้น…การไม่รู้ อาจถูกมองว่า “ถูกกว่า” 2. ตัวเลขที่พูดไม่ได้ ใครควบคุมข้อมูล ใครปิดความจริง สงครามในยุคนี้ไม่ใช่แค่สงครามปืนกล แต่คือสงครามข้อมูล หากยอดผู้เสียชีวิตถูกเปิดเผยมากเกินไป อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาล เสียงสนับสนุนจากประชาชนอาจลดลงการ “ปล่อยให้ศพหายไป” จึงไม่ใช่เพียงความล้มเหลวทางมนุษยธรรม แต่อาจเป็นกลยุทธ์ในการลบข้อมูลออกจากภาพใหญ่ 3. เมื่อความตายกลายเป็นหมากบนกระดานการเมือง ในบางมุมมองที่เยือกเย็นจนแทบไม่อยากเชื่อ… ศพของทหารอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้เสียสละ หากแต่เป็น “เครื่องมือ” บางแหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยให้ศพอยู่ในพื้นที่ปะทะ อาจเป็นการสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามดูโหดร้าย ใช้เพื่อปลุกอารมณ์ชาตินิยมภายใน หรือแม้แต่กล่าวหาว่าเป็นการใช้อาวุธชีวภาพทางอ้อม ในเกมการเมือง ศีลธรรมมักเป็นหมากตัวแรกที่ถูกสละ 4. พื้นที่ปะทะที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แน่นอนว่าพื้นที่ชายแดนไม่ใช่สนามเด็กเล่น – มันคือเขตอันตราย การเข้าไปเก็บศพในบางจุดอาจเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อไทยพยายามส่งศพกลับอย่างมีมนุษยธรรม แล้วกลับถูกปฏิเสธ… คำถามที่ตามมาคือ “ใครกันแน่ที่ไม่ให้เกียรติผู้ตาย?” เหตุการณ์นี้ไม่ควรกลายเป็นเพียงข่าวผ่านตา หากแต่ควรเป็นกระจกสะท้อนความโหดร้ายของสงคราม […]

อ่านต่อ

ทำไม “ฮุน เซน” จากอดีตเขมรแดง สู่การครองอำนาจ 40 ปี อะไรที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้?

ชื่อของ “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลของกัมพูชา คือหนึ่งในปริศนาทางการเมืองที่ซับซ้อนและน่าสนใจที่สุดในโลกยุคใหม่ ผู้ชายคนนี้เริ่มต้นเส้นทางการเมืองด้วยการเป็นอดีตสมาชิกของกองกำลังเขมรแดงที่โหดร้าย แต่กลับสามารถพลิกบทบาทตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศที่ครองอำนาจยาวนานถึง 4 ทศวรรษ จนถึงขนาดถ่ายโอนอำนาจให้ลูกชายได้สำเร็จโดยไม่เกิดการต่อต้านที่รุนแรง คำถามคือ อะไรคือเบื้องหลังของความสำเร็จอันน่าเหลือเชื่อนี้ และเหตุใดนานาชาติจึงไม่สามารถเอาผิดเขาในฐานะอาชญากรสงครามได้? การสร้างอำนาจภายใน สันติภาพที่มาพร้อมกับการผูกขาด หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฮุน เซนยังคงอยู่ในอำนาจคือความสามารถในการมอบ “สันติภาพ” ให้กับประชาชนกัมพูชา หลังยุคเขมรแดงที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและความอดอยาก สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือความสงบสุขและความมั่นคง ฮุน เซนก้าวเข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสมและให้คำมั่นว่าจะยุติสงครามกลางเมืองและฟื้นฟูประเทศ แม้การปกครองของเขาจะถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการคอร์รัปชัน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่ความสงบที่เขาหยิบยื่นให้ก็เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากยอมรับและแลกมาด้วยการยอมรับการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ภายใต้การนำของฮุน เซน ได้สร้างเครือข่ายอำนาจที่แข็งแกร่งและกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกระดับ ตั้งแต่กองทัพ หน่วยงานราชการ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจ มีการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ทั้งการยุบพรรคฝ่ายค้าน และการใช้กฎหมายเพื่อเล่นงานผู้ที่เห็นต่าง ทำให้การเลือกตั้งในกัมพูชากลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว การพลิกบทบาท จากอดีตเขมรแดง สู่ผู้กอบกู้ชาติ ประเด็นที่คนส่วนใหญ่อาจจะสงสัยคือ ทำไมฮุน เซนซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเขมรแดงจึงไม่ถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงครามเหมือนกับผู้นำคนอื่น ๆ? คำตอบคือ บริบททางการเมืองที่พลิกผัน ในช่วงปี 1977 ฮุน เซนได้ตัดสินใจแยกตัวออกจากเขมรแดงและลี้ภัยไปยังเวียดนาม ก่อนที่จะกลับมากัมพูชาพร้อมกับกองทัพเวียดนามเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของพอล พต ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้เขาได้รับสถานะเป็น […]

อ่านต่อ