Day: August 30, 2025

จีนขยายภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด “ฟีนอล” กระทบส่งออกไทย! มีผลบังคับใช้แล้ว 5 ปี
ปักกิ่ง – กระทรวงพาณิชย์ของจีนประกาศขยายมาตรการภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duties) สำหรับการนำเข้า สินค้าฟีนอล จาก 5 ประเทศและภูมิภาค ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และประเทศไทย โดยจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มีขึ้นหลังจากที่ทางการจีนได้ทบทวนมาตรการเดิมที่กำลังจะหมดอายุลง โดยการตรวจสอบเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2024 ตามคำร้องขอของอุตสาหกรรมภายในประเทศของจีน กระทรวงพาณิชย์ของจีนให้เหตุผลว่า หากมาตรการภาษีดังกล่าวถูกยกเลิก อาจทำให้เกิดการทุ่มตลาดของสินค้าฟีนอลในตลาดจีนอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตในประเทศ ฟีนอลคืออะไร? และทำไมถึงสำคัญ? ฟีนอล เป็นสารเคมีอินทรีย์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรม มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือไม่มีสี มีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตหลากหลายชนิด เช่น การขยายมาตรการภาษีในครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกฟีนอลของไทย เพราะจะทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นเมื่อส่งออกไปยังจีน ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ตัวเลขการส่งออกฟีนอลของไทยไปจีน จากข้อมูลของ World Integrated Trade Solution การเปรียบเทียบระหว่างสองปีนี้ชี้ให้เห็นว่าการส่งออกฟีนอลไปจีนได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่มูลค่าและปริมาณ. อ่านข่าวอื่น ๆ :
อ่านต่อ
เปิดข้อถกเถียง: “นายกฯ รักษาการ” มีอำนาจยุบสภาหรือไม่? เจาะลึกกฎหมายและเหตุผลที่คุณต้องรู้
ตามกรอบกฎหมายปัจจุบัน “ในทางปฏิบัติ” นายกรัฐมนตรีในสถานะรักษาการ (โดยเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งแล้วมีผู้ ‘รักษาราชการแทน’ นายกฯ) ไม่ควรถือว่ามีอำนาจยุบสภาได้เอง เหตุผลหลักคือ พระราชกฤษฎีกายุบสภาต้องมี “นายกรัฐมนตรี” เป็นผู้ลงนามรับสนอง ซึ่งต่างจาก “ผู้รักษาราชการแทน” และประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียง ไม่มีคำวินิจฉัยศาลยุติให้เด็ดขาด ณ ตอนนี้ ด้านล่างคือคำอธิบายอย่างเป็นระบบ พร้อมบทบัญญัติที่อ้างอิง กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ตัวบท) ประเด็น “ยุบสภา” โดยผู้รักษาการ/รักษาราชการแทนนายกฯ 1.ตัวบทไม่ได้ห้ามแบบฟันธงว่า “รักษาการ” ทำไม่ได้ แต่การยุบสภาเป็น “พระราชอำนาจ” ที่ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งในแบบแผนราชการไทย ผู้ลงนามรับสนองคือ “นายกรัฐมนตรี” (ตัวอย่างปี 2566). ตำแหน่ง “ผู้รักษาราชการแทนนายกฯ” ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารฯ เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่แทนเชิงบริหาร ไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรี” ตามรัฐธรรมนูญ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีอำนาจทางการเมืองระดับยุบสภาหรือไม่. 2.ความเห็นและแนวปฏิบัติร่วมสมัย (ยังไม่เด็ดขาดทางศาล) คำตอบเชิงปฏิบัติ (Practical take) อ่านข่าวอื่น ๆ :
อ่านต่อ
จับตา “สมศักดิ์-สุริยะ” คู่หูการเมือง ‘ไร้พรมแดน’ นักต่อรองที่ทุกรัฐบาลต้องมี
ในสมรภูมิการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง สองชื่อที่ยังคงถูกจับตาอย่างต่อเนื่องคือ สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทั้งคู่ไม่เพียงแต่เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์สูง แต่ยังเป็น “คู่หู” ที่ย้ายขั้วได้อย่างแนบเนียนเพื่อรักษาอำนาจและตำแหน่งรัฐมนตรี บทความนี้จะเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่ทำให้พวกเขากลายเป็นนักต่อรองคนสำคัญที่ทุกรัฐบาลต่างต้องการตัว สไตล์การเมืองแบบ “อยู่รอด” ไม่ยึดติดอุดมการณ์ สิ่งที่โดดเด่นในตัวของสมศักดิ์และสุริยะคือการเป็น นักการเมืองสายกลุ่มก๊วน มากกว่านักการเมืองเชิงอุดมการณ์ พวกเขาสร้างเครือข่าย ส.ส. ที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ทำให้มี “แต้มต่อ” ในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองใหญ่เพื่อแลกกับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด ทั้งคู่ไม่เคย “ปิดประตู” ทำงานกับฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นขั้ว ทักษิณ-เพื่อไทย หรือ ประยุทธ์-พลังประชารัฐ เพราะเป้าหมายหลักคือ ความอยู่รอดทางการเมือง และการมีพื้นที่ในอำนาจ จุดแข็งที่ทำให้ “ใครก็ต้องการ” โอกาสในรัฐบาลปัจจุบันและอนาคต “คู่หูพี่น้องร่วมรบ” พลังต่อรองที่ไม่มีใครเทียบ ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสมศักดิ์และสุริยะเปรียบเสมือน “คู่หูพี่น้องร่วมรบ” ที่มักจะตัดสินใจเคลื่อนไหวพร้อมกันเสมอ การย้ายพรรคของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นการย้ายคนเดียว แต่เป็นการย้าย “กลุ่มก๊วน” ทำให้พลังในการต่อรองสูงขึ้นเป็นทวีคูณ พรรคใหญ่ที่ต้องการดึงตัวพวกเขาเข้าร่วมจึงต้องเตรียมเก้าอี้รัฐมนตรีรองรับให้กับทั้งสองคน โดยธรรมชาติของ “นักการเมืองสายอยู่รอด” อย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ […]
อ่านต่อ
วิเคราะห์ปฏิกิริยาตลาดหลัง “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกฯ นักวิเคราะห์ชี้ปัจจัยเศรษฐกิจยังน่ากังวลกว่าความไม่แน่นอนทางการเมือง
สิงคโปร์, 29 สิงหาคม (รอยเตอร์) – หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยปลด นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างชาติได้ออกมาแสดงมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นและค่าเงินไทยได้รับข่าวนี้ไปแล้ว และสิ่งที่น่ากังวลกว่าความวุ่นวายทางการเมืองคือปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรัง ตลาดหุ้นและค่าเงินตอบรับอย่างไร? ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่แย่ที่สุดในเอเชียปีนี้ ได้ปรับตัวลดลงอีก 1% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังมีคำตัดสิน แต่โดยรวมแล้วตลาดไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล นอกจากนี้ รักพงศ์ ชัยศุภากุล จาก KGI Securities ในกรุงเทพฯ คาดว่า ตลาดอาจได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยมากกว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้น ทั้งการเติบโตที่ชะลอตัว การส่งออกที่ซบเซา และจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น การเมืองไทยจะเดินต่อไปอย่างไร? เกษม ปรัณรัตนมาลา หัวหน้าฝ่ายวิจัยประเทศไทยจาก CGS International คาดว่า รัฐสภาจะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเร็วๆ นี้ และพรรคเพื่อไทยจะพยายามรักษาการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลไว้ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลผสมชุดเดิมกลับมา ซึ่งจะทำให้นโยบายไม่ได้รับผลกระทบมากนัก. อ่านข่าวอื่น ๆ :
อ่านต่อ