จับตา “สมศักดิ์-สุริยะ” คู่หูการเมือง ‘ไร้พรมแดน’ นักต่อรองที่ทุกรัฐบาลต้องมี

ในสมรภูมิการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง สองชื่อที่ยังคงถูกจับตาอย่างต่อเนื่องคือ สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ทั้งคู่ไม่เพียงแต่เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์สูง แต่ยังเป็น “คู่หู” ที่ย้ายขั้วได้อย่างแนบเนียนเพื่อรักษาอำนาจและตำแหน่งรัฐมนตรี บทความนี้จะเจาะลึกถึงเบื้องหลังที่ทำให้พวกเขากลายเป็นนักต่อรองคนสำคัญที่ทุกรัฐบาลต่างต้องการตัว

สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา แถลงเมื่อ 14 ธ.ค.2560 ก่อนจะร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ในปี 2562 และเปลี่ยนเป็นกลุ่มสามมิตร

สไตล์การเมืองแบบ “อยู่รอด” ไม่ยึดติดอุดมการณ์

สิ่งที่โดดเด่นในตัวของสมศักดิ์และสุริยะคือการเป็น นักการเมืองสายกลุ่มก๊วน มากกว่านักการเมืองเชิงอุดมการณ์ พวกเขาสร้างเครือข่าย ส.ส. ที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ทำให้มี “แต้มต่อ” ในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองใหญ่เพื่อแลกกับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด ทั้งคู่ไม่เคย “ปิดประตู” ทำงานกับฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นขั้ว ทักษิณ-เพื่อไทย หรือ ประยุทธ์-พลังประชารัฐ เพราะเป้าหมายหลักคือ ความอยู่รอดทางการเมือง และการมีพื้นที่ในอำนาจ

จุดแข็งที่ทำให้ “ใครก็ต้องการ”

  • มีฐานเสียงจริง: แม้ไม่ใช่แกนนำพรรคใหญ่ แต่สามารถรวบรวม ส.ส. ในพื้นที่มาร่วมทีมได้เสมอ
  • ความสามารถประสานประโยชน์: มีชื่อเสียงว่าเป็น “นักเล่นการเมือง” สามารถทำงานร่วมกับทุกขั้วอำนาจได้อย่างราบรื่น
  • ประสบการณ์สูง: ทั้งคู่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายสมัย ทำให้เป็น “นักการเมืองมืออาชีพ” ที่ระบบราชการและกลุ่มทุนต่างเชื่อมั่น

โอกาสในรัฐบาลปัจจุบันและอนาคต

  • ขั้วเพื่อไทย (โอกาส 70%): ปัจจุบันทั้งคู่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย และยังคงมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตระกูลชินวัตร ทำให้มีโอกาสสูงที่จะรักษาพื้นที่ใน ครม. ต่อไป
  • ขั้วพลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ (โอกาส 20%): ทั้งคู่เคยร่วมงานกับ พล.อ.ประวิตร มาก่อน หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็พร้อมที่จะกลับไปร่วมงานได้ทันที
  • ขั้วประชาชน (โอกาส 10%): โอกาสค่อนข้างต่ำ เนื่องจากแนวทางการเมืองของพรรคประชาชนที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาจไม่ต้องการ “นักการเมืองสายก๊วน” ที่ถูกมองว่าเป็นฐานอำนาจเก่า

“คู่หูพี่น้องร่วมรบ” พลังต่อรองที่ไม่มีใครเทียบ

ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสมศักดิ์และสุริยะเปรียบเสมือน “คู่หูพี่น้องร่วมรบ” ที่มักจะตัดสินใจเคลื่อนไหวพร้อมกันเสมอ การย้ายพรรคของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นการย้ายคนเดียว แต่เป็นการย้าย “กลุ่มก๊วน” ทำให้พลังในการต่อรองสูงขึ้นเป็นทวีคูณ พรรคใหญ่ที่ต้องการดึงตัวพวกเขาเข้าร่วมจึงต้องเตรียมเก้าอี้รัฐมนตรีรองรับให้กับทั้งสองคน

สมศักดิ์-สุริยะ คือตัวอย่างของ “นักการเมืองสายอยู่รอด” ที่ปรับตัวได้ในทุกยุคทุกสมัย พวกเขาจะยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยในระยะสั้น เพราะมีอำนาจและตำแหน่งที่น่าพอใจอยู่แล้ว แต่ในระยะยาว หากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลง หรือพรรคเพื่อไทยอ่อนแรงลง ทั้งคู่ก็พร้อมที่จะขยับไปข้างใดก็ได้ที่ยื่นข้อเสนอที่เหมาะสม เพื่อรักษาบทบาทสำคัญในอำนาจต่อไป.

โดยธรรมชาติของ “นักการเมืองสายอยู่รอด” อย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พวกเขามีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อรักษาบทบาทและตำแหน่งไว้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกหนึ่งพรรคที่มีแนวโน้มจะเป็นตัวเลือกในอนาคตได้เช่นกัน

ปัจจัยที่เอื้อต่อการร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย

  • แนวทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน: ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีแนวทางสายกลาง ไม่ได้เน้นอุดมการณ์ที่รุนแรง และมีจุดร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้การย้ายจากเพื่อไทยไปภูมิใจไทยหรือในทางกลับกันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักการเมืองที่เน้นเรื่องอำนาจบริหาร
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: สมศักดิ์และสุริยะเคยทำงานในรัฐบาลร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมาแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองในวงการเดียวกันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเจรจาและการทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างราบรื่น
  • โอกาสและอำนาจต่อรอง: หากในอนาคตพรรคเพื่อไทยเกิดความอ่อนแอลง หรือการเมืองเปลี่ยนขั้วจนพรรคภูมิใจไทยกลายเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล การย้ายพรรคก็อาจเกิดขึ้นเพื่อรักษาตำแหน่งรัฐมนตรีและอำนาจทางการเมืองไว้

ข้อสังเกตและโอกาสในปัจจุบัน

ในปัจจุบัน ทั้งสมศักดิ์และสุริยะยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงมีอำนาจต่อรองและได้รับบทบาทที่น่าพอใจอยู่ ดังนั้นจึงยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนที่พวกเขาจะต้องย้ายพรรค

อย่างไรก็ตาม ประวัติที่ผ่านมาของพวกเขาแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจย้ายพรรคจะเกิดขึ้นเมื่อมี “ข้อเสนอ” ที่ดีกว่า หรือเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองบีบบังคับให้ต้องเลือกข้างใหม่เพื่อความอยู่รอด ซึ่งในอนาคต พรรคภูมิใจไทยที่มีเครือข่าย ส.ส. และแนวโน้มเติบโต ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่สำคัญสำหรับพวกเขาเสมอ

ดังนั้น แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนในตอนนี้ แต่ความเป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยก็ยังคงมีอยู่สูง หากสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป.

อ่านข่าวอื่น ๆ :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *