เศรษฐกิจ

จีนขยายภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด “ฟีนอล” กระทบส่งออกไทย! มีผลบังคับใช้แล้ว 5 ปี

ปักกิ่ง – กระทรวงพาณิชย์ของจีนประกาศขยายมาตรการภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duties) สำหรับการนำเข้า สินค้าฟีนอล จาก 5 ประเทศและภูมิภาค ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และประเทศไทย โดยจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มีขึ้นหลังจากที่ทางการจีนได้ทบทวนมาตรการเดิมที่กำลังจะหมดอายุลง โดยการตรวจสอบเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2024 ตามคำร้องขอของอุตสาหกรรมภายในประเทศของจีน กระทรวงพาณิชย์ของจีนให้เหตุผลว่า หากมาตรการภาษีดังกล่าวถูกยกเลิก อาจทำให้เกิดการทุ่มตลาดของสินค้าฟีนอลในตลาดจีนอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตในประเทศ ฟีนอลคืออะไร? และทำไมถึงสำคัญ? ฟีนอล เป็นสารเคมีอินทรีย์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรม มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือไม่มีสี มีการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตหลากหลายชนิด เช่น การขยายมาตรการภาษีในครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกฟีนอลของไทย เพราะจะทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นเมื่อส่งออกไปยังจีน ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. ตัวเลขการส่งออกฟีนอลของไทยไปจีน จากข้อมูลของ World Integrated Trade Solution การเปรียบเทียบระหว่างสองปีนี้ชี้ให้เห็นว่าการส่งออกฟีนอลไปจีนได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่มูลค่าและปริมาณ. อ่านข่าวอื่น ๆ :

อ่านต่อ

วิเคราะห์ปฏิกิริยาตลาดหลัง “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกฯ นักวิเคราะห์ชี้ปัจจัยเศรษฐกิจยังน่ากังวลกว่าความไม่แน่นอนทางการเมือง

สิงคโปร์, 29 สิงหาคม (รอยเตอร์) – หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยปลด นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างชาติได้ออกมาแสดงมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ตลาดหุ้นและค่าเงินไทยได้รับข่าวนี้ไปแล้ว และสิ่งที่น่ากังวลกว่าความวุ่นวายทางการเมืองคือปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรัง ตลาดหุ้นและค่าเงินตอบรับอย่างไร? ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่แย่ที่สุดในเอเชียปีนี้ ได้ปรับตัวลดลงอีก 1% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังมีคำตัดสิน แต่โดยรวมแล้วตลาดไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล นอกจากนี้ รักพงศ์ ชัยศุภากุล จาก KGI Securities ในกรุงเทพฯ คาดว่า ตลาดอาจได้รับผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยมากกว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้น ทั้งการเติบโตที่ชะลอตัว การส่งออกที่ซบเซา และจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น การเมืองไทยจะเดินต่อไปอย่างไร? เกษม ปรัณรัตนมาลา หัวหน้าฝ่ายวิจัยประเทศไทยจาก CGS International คาดว่า รัฐสภาจะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเร็วๆ นี้ และพรรคเพื่อไทยจะพยายามรักษาการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลไว้ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลผสมชุดเดิมกลับมา ซึ่งจะทำให้นโยบายไม่ได้รับผลกระทบมากนัก. อ่านข่าวอื่น ๆ :

อ่านต่อ

5 วิธี รับมือกับเศรษฐกิจชะลอตัวของไทย ที่เราทำเองได้

ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การวางแผนการเงินรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การวางแผนและปรับตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลและผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคง  นี่คือ 5 วิธีที่เราทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีครับ 1. จัดการรายจ่ายให้รัดกุม เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการ จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่าเงินของคุณถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง จากนั้นให้ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าสมัครสมาชิกแอปพลิเคชันที่ไม่ค่อยได้ใช้, การสั่งอาหารเดลิเวอรี่บ่อย ๆ หรือการซื้อของออนไลน์ที่ไม่มีความจำเป็น วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น 2. สร้างและรักษาวินัยการออม การออมเงินในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวถือเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดครับ ควร สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน ให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย 3. ลดภาระหนี้สิน หลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่ และหากมีหนี้สินอยู่แล้ว ให้พยายาม ชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ก่อน เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล และถ้าเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ ให้รีบ เจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อขอคำปรึกษาและปรับโครงสร้างหนี้ 4. พัฒนาทักษะและหาช่องทางสร้างรายได้เสริม ใช้โอกาสนี้ในการ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น […]

อ่านต่อ

เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 เติบโตช้าสุดในอาเซียน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ว่าขยายตัวเพียง 2.8% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก และเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่มีการรายงานแล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตอย่างเชื่องช้า ประเทศเพื่อนบ้านกลับมีตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เช่น เวียดนาม ที่เศรษฐกิจเติบโตถึง 8.0% ส่วน มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ขยายตัวที่ 4.4% และ ฟิลิปปินส์ โตที่ 5.5% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสนี้มีสาเหตุหลักมาจาก: อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณที่ดีบางประการ เช่น การส่งออกสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้น และ การลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในภาพรวม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและปัจจัยที่ต้องจับตา สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 ทั้งปีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.8-2.3% แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่นำโดยมาตรการภาษีใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยในอนาคต. อ่านข่าวอื่น ๆ :

อ่านต่อ

แบงก์พร้อมใจลดดอกเบี้ย! ช่วยลดภาระคนกู้-กระตุ้นเศรษฐกิจไทย

ในที่สุดข่าวดีที่หลายคนรอคอยก็มาถึง เมื่อธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐหลายแห่งพร้อมใจกันประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นมาตรการสำคัญเพื่อ ลดภาระค่าใช้จ่าย ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่กำลังชะลอตัว ธนาคารไหนลดบ้าง? การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ได้มีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง โดยมีธนาคารหลักๆ ที่ประกาศปรับลดแล้ว ได้แก่: ผลดีต่อใครบ้าง? การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเหมือนข่าวดีสำหรับหลายภาคส่วนในเศรษฐกิจ: นักลงทุนต่างชาติมองยังไง? สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การลดดอกเบี้ยในไทยอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนพิจารณาโยกเงินทุนไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ ธปท. ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยด้านความเชื่อมั่นและโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจมากกว่าแค่ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย. อ่านข่าวอื่น ๆ :

อ่านต่อ

ห้างเซ็นทรัลคัมแบ็กแคมเปญใหญ่เพื่อคนรักบ้าน กับ “CENTRAL HOME INSPIRER”

คนรักบ้านห้ามพลาด! ห้างเซ็นทรัลกลับมาอีกครั้งกับแคมเปญใหญ่ประจำปีอย่าง “CENTRAL HOME INSPIRER” ภายใต้คอนเซ็ปต์สุดละมุน ‘Full House of Inspiration เติมเต็มความสุขให้ทุกบ้าน’ โดยมี คุณรุ่งนิภา ศรีวิริยะเลิศกุล (บอสอ้อ) เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดแคมเปญนี้ เพื่อให้ห้างเซ็นทรัลเป็นเดสติเนชันที่ครบครันสำหรับสินค้าบ้าน ในแคมเปญนี้ คุณรุ่งนิภาได้รวบรวมสินค้าแต่งบ้าน อุปกรณ์เครื่องครัว และเครื่องนอนจากแบรนด์ชั้นนำมากมายมาให้เลือกช้อปอย่างจุใจ พร้อมจัดหนักจัดเต็มด้วย โปรโมชันสุดพิเศษลดสูงสุด 60% นอกจากนี้ยังมีคูปองส่วนลดแทนเงินสดและเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 6,500 บาท เมื่อช้อปตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากโปรโมชันที่น่าสนใจแล้ว ยังมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักบ้านอีกมากมายให้ได้ร่วมสนุกอีกด้วย แคมเปญ “CENTRAL HOME INSPIRER” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 – 15 ตุลาคม 2568 ที่แผนกบ้าน ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และช่องทางการช้อปปิ้งออนไลน์ของห้างฯ อ่านข่าวอื่น ๆ :

อ่านต่อ

“DIPROM” ดันแฟชั่นมุสลิมไทยสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสธุรกิจมูลค่า 7.43 ล้านล้านบาท

กรุงเทพฯ – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยให้ก้าวสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิมระดับโลกที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ด้วยโครงการ “Our Culture Muslims” มุ่งปั้นผู้ประกอบการ 20 แบรนด์ไทย ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่โดดเด่นและทันสมัย นายวุฒิชัย ประชาพร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” กรมฯ เล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการแฟชั่นมุสลิมไทยให้แข่งขันในตลาดสากลได้ โดยเน้นการผสมผสานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่การอบรมเชิงลึกด้านการออกแบบ การวางแพทเทิร์น การตัดเย็บ การยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นระดับพรีเมียม ไปจนถึงการวางแผนธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์อย่างมืออาชีพ โดยมีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในวงการแฟชั่นไทย อย่าง คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE และคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ ตลาดเสื้อผ้ามุสลิมทั่วโลกถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.43 ล้านล้านบาท) และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรมุสลิมจะเพิ่มขึ้นถึง 2,800 ล้านคนภายในปี 2593 ทำให้ตลาดนี้เป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทย จากผู้สมัครกว่า […]

อ่านต่อ

มอบรางวัลใหญ่ในแคมเปญ”ROBINSON HELLO SUMMER CHILL

นายนพดล พลายระหาญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มอบรางวัลใหญ่ รถยนต์ GWM ORA Good Cat มูลค่า 799,000 บาท ให้กับผู้โชคดี “คุณกรชนก เชียงชีระ” หนึ่งในลูกค้า จากกว่า 2 ล้านสิทธิ์ ที่ร่วมช้อปสนุกลุ้นรางวัลใหญ่กับแคมเปญ “ROBINSON HELLO SUMMER CHILL” (โรบินสัน ฮัลโหล ซัมเมอร์ ชิล) ช้อปชิลฉ่ำ รับซัมเมอร์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 – 24 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา  โดยมีผู้บริหารห้างโรบินสัน ธนะเมศฐ์ พงษ์ภรณ์กุลภัค, นำชัย เตชะอาภรณ์ชัย ร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบรางวัลในครั้งนี้ ณ ห้างโรบินสัน ราชพฤกษ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้. อ่านข่าวอื่น […]

อ่านต่อ

ลงนาม 7 สมาคมธุรกิจด้านอาหาร มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย

กรุงเทพฯ – หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต กลุ่มวิชาการจัดการธุรกิจร้านอาหาร (RMBA) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ โดยมี รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ 8 นายกสมาคมธุรกิจด้านอาหาร ลงนามร่วมกันในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายปริญญา ธรรมวัฒนะ นายกสมาคมตลาดสดไทย , นายสุทธิชัย พนิตนรากุล นายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ , นายมารุต เมฆลอย นายกสมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม  , นายก่อพงศักดิ์ ตันติศิริรักษ์ นายกสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย , นายทศพล เชาว์พาณิช นายกสมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหารกลางคืน  , นายเสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาพันธ์เชฟประเทศไทย และนายฌานนท์ เกิดเจริญ นายกสมาคมร้านอาหาร จัดงานประชุมวิชาการด้านการจัดการร้านอาหารในทุกระดับ ภายใต้ชื่องาน RMBA Forum and Conference ประจำปีการศึกษา 2567 เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ จากมุมมองของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและแนวทางการพัฒนาธุรกิจ ณ […]

อ่านต่อ

ชวนคนไทย เลือกซื้อสินค้าเกษตรพรีเมียม ในงานThailand Agri Intertrade 2025 24-27 ก.ค. ที่ตลาด อ.ต.ก.

กรุงเทพฯ – 24 กรกฎาคม 2568 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เดินหน้าสานต่อ Thailand Agri Intertrade 2025 (ไทยแลนด์ อากรี อินเตอร์เทรด 2025) งานนิทรรศการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงภายใต้โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ขนทัพสินค้าเกษตรไทยจากทั่วประเทศกว่า 40 บูธ มาจัดแสดงและจัดจำหน่าย พร้อมสนุกกับกิจกรรมมากมาย อาทิกิจกรรมบุฟเฟ่ต์ทุเรียน ช้อปผลไม้ราคาพิเศษในช่วงนาทีทอง การแข่งขันปอกผลไม้ กายกรรมคอมมาดี้ การแสดงมายากล และเพลิดเพลินกับความบันเทิงกับคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ก้านตอง ทุ่งเงิน กุ้งสุทธิราช ตรีชัยณรงค์ และหมูแฮม นางสาวไทย 2568 อิ่มอกอิ่มใจตลอด 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฎาคม นี้ ที่ตลาด อ.ต.ก. ถ. กำแพงเพชร กรุงเทพฯ หลังจากสร้างกระแสตอบรับอย่างดีในตลาดต่างประเทศ จากการจัดแสดงสินค้าและโรดโชว์ Thailand Agri Intertrade 2025 ใน […]

อ่านต่อ