การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นกลไกสำคัญทางการเมืองที่รัฐสภาใช้เพื่อตรวจสอบและควบคุมฝ่ายบริหาร โดยมีเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
1. ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและบริหารประเทศ หากมีข้อสงสัยว่ามีการบริหารงานผิดพลาดหรือไม่มีประสิทธิภาพ สภาผู้แทนราษฎรสามารถใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบและกดดันให้มีการชี้แจง
2. ป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
หากมีหลักฐานหรือข้อสงสัยว่านายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง สภาสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและรับผิดชอบ
3. ควบคุมการใช้อำนาจตามหลักประชาธิปไตย
ในระบบประชาธิปไตย รัฐบาลต้องมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ หากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือดำเนินนโยบายที่ส่งผลเสียหายต่อประเทศ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ฝ่ายนิติบัญญัติค้านอำนาจรัฐบาล
4. สะท้อนความไว้วางใจของประชาชนผ่านผู้แทน
สภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชน หากประชาชนมีความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศ ส.ส. สามารถนำข้อกังวลนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อแสดงจุดยืนของประชาชน
5. อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
หากการอภิปรายทำให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีอาจต้องลาออก หรือมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ประเทศได้ผู้นำที่มีความสามารถมากขึ้น
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติอภิปรายด้วยข้อกล่าวหาหลัก 6 ประการ ได้แก่
1. ขาดคุณสมบัติและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร
2. ลอยตัวเหนือปัญหา ไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่ง
3. ขาดความซื่อสัตย์สุจริต
4. บริหารบ้านเมืองผิดพลาด
5. เจตนาปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต
6. ยินยอมให้คนในครอบครัวชี้นำการบริหารราชการแผ่นดิน
การอภิปรายเริ่มต้นด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ที่ได้กล่าวอภิปรายถึงการบริหารงานของรัฐบาลแพทองธารที่ล้มเหลว การทุจริตคอร์รัปชัน และการขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้อภิปรายครั้งแรกในประเด็นการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อน และการตัดสินใจที่ขาดความรู้ความเข้าใจ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรที่อาจเอื้อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

ในการตอบกลับ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้ชี้แจงเพียงสั้น ๆ ว่า “เมื่อกี้ได้ฟังท่านพูด และจับเวลาได้ประมาณ 10 นาที และอยากจะบอกว่าสิ่งที่สมาชิกอาวุโสพูดเมื่อสักครู่นี้ ไม่เป็นความจริง ขอบคุณค่ะ”

โดยศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568 เพื่อซักฟอก นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 เพียงบุคคลเดียว โดยจะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคม 2568 รวมทั้งหมด 2 วัน ก่อนจะนัดลงมติในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น.
ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลอำนาจ ป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน การใช้กลไกนี้ช่วยให้ประเทศเดินหน้าไปตามหลักการประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล