จาก “อำนาจนิยมเงียบ” สู่ “ประชาธิปไตยผสมโรง” ประเทศไทยเสียอะไรไปในระหว่างทาง?

ภาพ : EPA

เมื่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สู่ แพทองธาร ชินวัตร ดูเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยในรอบทศวรรษ แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปกว่าแค่ใบหน้าของผู้นำหรือสีของพรรคที่บริหารประเทศ เราอาจพบคำถามที่ใหญ่กว่าว่า…

“ประเทศไทยเสียอะไรไปบ้างระหว่างทางแห่งการเมืองที่ไร้ความมั่นคง และประชาชนได้อะไรจากการเปลี่ยนมือที่ไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้าง?”

1. ยุคประยุทธ์ เสถียรภาพที่แลกด้วยเสรีภาพ

ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเริ่มจากการยึดอำนาจในปี 2557 จนก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านระบบรัฐธรรมนูญ 2560 จุดขายหลักของยุคนี้คือ “ความมั่นคง” และ “ระเบียบวินัย”
แต่ในทางกลับกัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีการใช้กฎหมายควบคุมสื่อ คุมผู้เห็นต่าง และดำเนินคดีทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจไทยในช่วง 8 ปีของรัฐบาล คสช. เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19 ขณะที่ความเหลื่อมล้ำและปัญหาปากท้องของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้าง

ภาพ : Thai News Pix

2. ยุคแพทองธาร ความหวังใหม่ หรือการรีแบรนด์ของโครงสร้างเดิม?

การมาถึงของ แพทองธาร ชินวัตร นำมาซึ่งความหวังของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาการเปลี่ยนแปลง นโยบายประชานิยมเชิงสร้างสรรค์ถูกรื้อฟื้นควบคู่กับความพยายามลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือเบื้องหลังรัฐบาลนี้ยังคงเป็นการเมืองแบบประนีประนอม มีพันธมิตรเดิมในโครงสร้างรัฐราชการที่ไม่เปลี่ยนแปลง และหลายตำแหน่งสำคัญยังอยู่ในมือของกลุ่มอำนาจเก่า

การบริหารประเทศในช่วงเริ่มต้นยังเผชิญความท้าทายจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ภาษีถดถอย และการลงทุนต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า “นี่คือรัฐบาลเพื่อประชาชน หรือรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การอนุญาตของชนชั้นนำทางอำนาจ?”

3. ประเทศไทยเสียอะไรไประหว่างการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เคยเปลี่ยนจริง

เราเสียเวลาทางเศรษฐกิจ ประเทศเพื่อนบ้านพุ่งไปข้างหน้า ไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง

เราเสียพลังของคนรุ่นใหม่ ที่เบื่อหน่ายจนไม่อยากมีส่วนร่วมทางการเมือง

เราเสียหลักคิดเรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐ ที่กลายเป็นวาทกรรม “เพื่อความมั่นคง”

เราเสียโอกาสในการสร้างโครงสร้างที่เท่าเทียม เพราะการเมืองยังคงอยู่ในกรอบเดิมที่คนไม่กี่กลุ่มได้ประโยชน์

สุดท้ายนี้ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล…แต่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด

ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวพ้นวงจรความซ้ำซากของการเมืองได้ หากเราไม่เริ่มตั้งคำถามกับ “โครงสร้างที่ครอบรัฐบาลไว้” ไม่ว่าคนนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะชื่ออะไร

เพราะในท้ายที่สุด…

สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่ “รัฐบาลใหม่”
แต่คือ “ประเทศไทยใหม่” ที่มองประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในแถลงการณ์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *