ส่องยุทธศาสตร์ “กานต์ สุดารัตน์” ย้ายค่ายไป “ภูมิใจไทย” การเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อคนอุบลฯ 

การขยับตัวของ “กานต์ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ไม่ใช่เพียงการย้ายสังกัดพรรคธรรมดา แต่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจในภาคอีสาน การข้ามขั้วทางการเมืองของเขา จากพรรคเพื่อไทยสู่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในมิติ “การเมืองเชิงพื้นที่นิยม” (Locality Politics) และ “การเมืองเชิงหน้าที่” (Functional Politics)

TopicThailand จะพามาวิเคราะห์ในประเด็นนี้ในทางวิชาการเชิงลึกใน 4 ประเด็นหลักดังนี้:

1. ศักยภาพรายบุคคล: การหลุดพ้นจากร่มเงา “บ้านใหญ่” สู่ “แบรนด์ตัวเอง”

ในเชิงรัฐศาสตร์ สุดารัตน์ มีต้นทุนทางสังคม (Social Capital) ที่สูงจากการเป็นทายาทของ ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ แต่ศักยภาพที่แท้จริงที่ทำให้เธอควรค่าแก่การเป็น สส. อีกสมัยคือ:

  • Modern Communication : เธอเป็นต้นแบบของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ Soft Power และ Social Media ในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่านักการเมืองรุ่นเก่า
  • Political Socialization : การซึมซับกระบวนการทางการเมืองตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอมี “ความจัดเจน” (Political Savvy) ในการประสานงานพื้นที่ แต่มีความประนีประนอมสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มักเน้นการปะทะ
  • Gender Representation : ในพื้นที่อนุรักษนิยมอย่างอุบลฯ การมีสตรีรุ่นใหม่ที่กล้าตัดสินใจทางการเมืองอย่างเด็ดขาด เป็นการสร้างจุดขายที่แตกต่างและดึงดูดฐานเสียงผู้หญิงและเยาวชน

2. ประโยชน์เชิงรูปธรรม: เมื่อ “งบประมาณ” เดินทางมาพร้อมกับ “พรรคแกนนำ”

การสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรแบบ “พูดแล้วทำ” และมักครองกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (คมนาคม, สาธารณสุข) ส่งผลดีต่อชาวอุบลฯ และ เขต 7 ดังนี้ :

  • Shortening the Chain of Command: การอยู่พรรคที่คุมกระทรวงสำคัญ ทำให้การ “ผลักดันโครงการ” (Project Lobbying) รวดเร็วกว่าการเป็น สส. ฝ่ายค้านหรือพรรคที่ไม่มีอำนาจต่อรองสูง
  • Strategic Infrastructure: อุบลฯ เขต 7 (ศรีเมืองใหม่, โขงเจียม, สิรินธร) เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและเกษตรกรรม การมี สส. ฝั่งรัฐบาลที่เข้าถึงงบประมาณพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ คือ “ประโยชน์ที่กินได้” (Tangible Benefits) ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักของชาวบ้านในพื้นที่มากกว่าอุดมการณ์ระดับชาติ

3. กลยุทธ์ทำลายวาทกรรม “งูเห่า” ด้วยทฤษฎีหน้าที่นิยม (Functionalism)

ในทางรัฐศาสตร์ ทฤษฎีหน้าที่นิยม (Functionalism) มองว่าสถาบันหรือตัวบุคคลดำรงอยู่ได้เพราะ “หน้าที่” (Function) ที่ตอบสนองต่อระบบ กลยุทธ์ที่สุดารัตน์ควรใช้ (และกำลังใช้) คือ:

  • Reframing the Role: เปลี่ยนนิยามจาก “การย้ายพรรค” เป็น “การเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน” เธอต้องพิสูจน์ว่า “พรรคเป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป้าหมายคือการพัฒนาพื้นที่”
  • Result-Oriented Politics: เมื่อคนในพื้นที่เห็นผลลัพธ์ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีงบประมาณเพิ่ม หรือถนนหนทางดีขึ้น วาทกรรม “งูเห่า” จะถูกกลบด้วย “สส. ที่ทำงานจริง”
  • Communicating the ‘Necessity’: การชี้ให้เห็นว่าการอยู่พรรคเดิมอาจนำไปสู่ทางตันทางการบริหารจัดการทรัพยากรลงสู่พื้นที่ ทำให้การย้ายพรรคดูเป็น “ความกล้าหาญที่จะเลือกเพื่อประชาชน” มากกว่า “การทรยศ”

4. การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง: สุดารัตน์ vs ตี๋เล็ก เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์

การต่อสู้ในเขต 7 อุบลราชธานี คือการปะทะกันของสองยักษ์ใหญ่ที่มีฐานเสียง “บ้านใหญ่” ทั้งคู่:

เกณฑ์เปรียบเทียบสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ (ภูมิใจไทย)ตี๋เล็ก เชิดศักดิ์ (คู่แข่งสำคัญ)
ฐานเสียงฐานเสียงเดิมของ “สมคิด” + พลังคนรุ่นใหม่ + เครือข่าย อสม. (จากพรรค)ฐานเสียง “โภคกุลกานนท์” + เครือข่าย อบจ. และนักการเมืองท้องถิ่น
จุดแข็งเชิงโครงสร้างการสนับสนุนจากรัฐมนตรีและงบประมาณส่วนกลางความเก๋าเกมในพื้นที่และความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ยาวนาน
จุดอ่อนความเสี่ยงจากกระแส “คนรักเพื่อไทย” ในอีสานภาพลักษณ์ความเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าและการเข้าถึงกลุ่ม New Voter

สุดารัตน์มีโอกาสสูงหากเธอสามารถเชื่อมโยง “แกนนำคนสำคัญ หรือหัวหน้าพรรค จากภูมิใจไทย” ลงในพื้นที่ในช่วงการเดินหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อตอกย้ำว่า การย้ายพรรคของเธอ เพราะพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าเธอมีศักยภาพมากพอที่จะขึ้นเป็นแถวหน้าของนักการเมืองหญิง แห่งภาคอีสาน ไม่ใช่ให้เธอ เดินหาเสียงอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางกระแสงูเห่า ที่คอยหลอกหลอนตัวเธอ และเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า เธอเก่ง และมีพลังมากพอ หากได้เป็น สส.แล้ว จะสามารถผลักดันนโยบาย หรือโครงการสำคัญ ลงสู่พื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้โดยตรง นี่คือกลยุทธ์ ที่เธออาจจะต้องเปลี่ยนก่อนถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงในรอบนี้ 

การเปลี่ยนผ่านของสุดารัตน์คือการเดิมพันด้วย “ผลงาน” เพื่อชนะ “วาทกรรม”  หากเธอทำได้จริง มันจะเป็นเครื่องการันตี ว่าเธอเหมาะสม ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสตรีแถวหน้าของอีสานที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงบารมีของพ่ออีกต่อไป.

อ่านข่าวอื่น ๆ :

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *