ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ระอุไปด้วยกลิ่นอายของการเลือกตั้งที่กำลังคืบคลานเข้ามา โศกนาฏกรรมเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงต้นปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางวิศวกรรมที่น่าสลดใจ แต่มันได้กลายเป็น “ระเบิดเวลาลูกใหญ่” ที่พุ่งเป้าเข้าใส่ใจกลางรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าที “เกี้ยวกราด” และกดดันให้ว่าที่ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คนใหม่ อย่าง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง พิจารณาตัวเอง ทั้งที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ผลักดันชื่อนี้เข้าสู่กระบวนการแต่งตั้งเองกับมือ คือปรากฏการณ์ทางเมืองที่ต้องอ่าน “รหัส” ให้ออก เพราะภายใต้หน้ากากของความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชน มันมีเรื่องของการชิงไหวชิงพริบ การตัดตอนความล้มเหลว และการสะสาง “แผลเก่า” ที่ดินเขากระโดงซ่อนอยู่
1. การเมืองแห่งการ “ตัดตอน”: เมื่อศพผู้เสียชีวิตกลายเป็นต้นทุนหาเสียง
ในทางรัฐศาสตร์ “ความรับผิดชอบ” (Accountability) มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดับไฟลนก้นเสมอ เมื่อเหตุการณ์เครนถล่มครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชน กระแสสังคมย่อมพุ่งเป้าไปที่ กระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย และขยายผลไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ทำไมอนุทินถึงต้องบี้ “คนของตัวเอง”?
- การเบี่ยงเบนเป้าหมาย (Deflection): หากนายอนุทินไม่แสดงท่าทีที่ดุดัน สังคมจะถามหาความรับผิดชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและตัวนายกฯ ทันที การชิง “ฟาด” ผู้บริหาร รฟท. ออกสื่อ คือการสร้างกำแพงกั้นว่า “ฝ่ายนโยบายสั่งการดีแล้ว แต่ฝ่ายปฏิบัติบกพร่องเอง”
- ชิงพื้นที่ข่าวในช่วงหาเสียง: ในช่วงที่ทุกพรรคการเมืองกำลังจับจ้องหา “แผล” ของคู่แข่งเพื่อโจมตีบนเวทีปราศรัย การที่นายอนุทินออกมาสวมบท “มือปราบ” ที่ไม่ละเว้นแม้แต่คนของตนเอง เป็นการลดทอนพลังในการโจมตีของคู่แข่งทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ไปในตัว
2. “นายอนันต์” กับสถานะ “กันชน” ที่ถูกสั่นคลอน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง แม้จะเป็นลูกหม้อและเป็นคนที่ถูกวางตัวให้สืบทอดอำนาจใน รฟท. ยุครัฐบาลอนุทิน แต่ในเกมการเมืองใหญ่ “ไม่มีใครที่แตะต้องไม่ได้” การที่ชื่อของเขายังค้างอยู่ในขั้นตอนรอ ครม. อนุมัติอย่างเป็นทางการ ทำให้นายอนุทินมี “ไพ่” ในมือที่เหนือกว่า หากนายอนันต์ไม่สามารถจัดการวิกฤตนี้ หรือไม่สามารถ “รับหน้า” แทนรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ นายอนุทินก็พร้อมที่จะสละเรือลำนี้เพื่อรักษาคะแนนนิยมในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะโคราชซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเลือกตั้ง การบอกให้ “พิจารณาตัวเอง” จึงเป็นทั้งการขู่และเป็นการทดสอบความจงรักภักดีในคราวเดียวกัน
3. เชื่อมโยง “แผลเก่า” เขากระโดง: ศึกใต้ดินที่ไม่มีวันจบ
หากจะวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “อนุทิน – ภูมิใจไทย” กับ “รฟท.” โดยไม่พูดถึง “ที่ดินเขากระโดง” ถือว่าผิดมหันต์ เพราะนี่คือปมขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก
- รฟท. ในฐานะคู่ขัดแย้ง: ที่ผ่านมา รฟท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงคมนาคม อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในแง่หนึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลและกรมที่ดินเพื่อทวงคืนที่ดินรถไฟที่เขากระโดง ซึ่งกระทบต่อฐานบัญชาการใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย
- การจัดระเบียบใหม่: การที่รัฐบาลพยายามดัน “คนของตน” ขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ รฟท. ก็เพื่อหวังจะ “บริหารจัดการ” ปัญหานี้ให้เบาบางลง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เครนถล่ม ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ชัดแจ้งทางวิศวกรรม นายอนุทินจึงใช้โอกาสนี้กดดันให้ รฟท. (ในยุคนายอนันต์) ตระหนักว่า “อำนาจชี้ตายอยู่ที่ใคร”
การบี้ผู้ว่าฯ รฟท. ในวันนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า หาก รฟท. ยังเล่นบท “ข้าราชการตงฉิน” ในคดีเขากระโดงจนเกินไป ฝ่ายการเมืองก็พร้อมจะใช้ “มาตรฐานความปลอดภัย” มาเป็นบรรทัดฐานในการไล่บี้คุณเช่นกัน เป็นการสร้างภาวะ “บุญคุณและเบี้ยล่าง” ในเชิงการเมือง
4. ผู้รับเหมาเจ้าใหญ่: ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องปกปิด
อีกประเด็นที่นายอนุทินพยายามเน้นย้ำคือการถามหา “ความรับผิดชอบจากผู้รับเหมา” และการทำ “แบล็กลิสต์” แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ บริษัทที่รับงานรถไฟความเร็วสูงมักเป็น “ยักษ์ใหญ่” ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกรัฐบาล
การที่นายอนุทินโยนบาปไปที่ผู้ว่าฯ รฟท. ว่า “ทำไมไม่แบล็กลิสต์” เป็นการตีวัวกระทบคราด เพราะการแบล็กลิสต์บริษัทระดับชาติมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างมหาศาล นายอนุทินรู้ดีว่าทำได้ยาก จึงโยนภาระนี้ไปให้ รฟท. เป็นคนตอบคำถามสังคมแทน เพื่อให้รัฐบาลลอยตัวอยู่เหนือปัญหาความโปร่งใส
5. บทสรุป: การเมืองไทยในยุค “ใครพลาดก่อนตาย”
บทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นว่า ท่าทีของนายอนุทินต่อผู้ว่าฯ รฟท. ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะ 100% แต่มันคือ “ศิลปะการอยู่รอดทางการเมือง”
- ตัดตอน: เพื่อไม่ให้ความล้มเหลวของ รฟท. ลามมาถึงคะแนนนิยมพรรคในช่วงเลือกตั้ง
- ข่มขวัญ: เพื่อบอกให้รู้ว่าแม้จะเป็นคนกันเอง แต่ถ้าคุม “ที่ดินเขากระโดง” หรือ “โปรเจกต์ใหญ่” ไม่ได้ตามเป้า ก็ต้องไป
- สร้างภาพลักษณ์: เพื่อเปลี่ยนจาก “จำเลยสังคม” ให้กลายเป็น “ผู้ตรวจการจอมโหด”
ในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง “ใครที่รับผิดแทนเจ้านายได้ดีที่สุด คือคนที่จะรอด แต่ถ้าใครเป็นภาระ เจ้านายก็พร้อมจะเขี่ยทิ้ง” และเหตุการณ์เครนถล่มที่โคราชครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ชัดเจนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะไม่มีวันยอมให้ “ลูกน้อง” หรือ “ความบกพร่องของหน่วยงาน” มาดึงเขาร่วงจากเก้าอี้ผู้นำในสมัยหน้าอย่างแน่นอน.

อ่านข่าวอื่น ๆ :
- บี้ผู้ว่าฯ รฟท.: ตัดตอนกระแสถล่มรัฐบาลในฤดูหาเสียง กับเบื้องหลัง “แผลเก่า” เขากระโดง
- ตอนที่ 7 : ความลับอาณาจักรที่สาบสูญ: จารึกเลือดและบทเพลงบำบัดของ “ผีฟ้า” แห่งโคตรบูร
- ชำแหละแผน ‘Shadow Executive’ พรรคประชาชน: ปฏิวัติโครงสร้างหรือกับดักมรณะ?
- ศุภาลัย เสิร์ฟของขวัญรับปีใหม่! ส่ง “ดีลหวานฉ่ำ จองหลักพัน รับกันหลักแสน”ชวนคนไทยมีบ้านแบบ Happy พร้อมรับส่วนลดจัดเต็ม คืนสูงสุด 50 เท่า!
- ศึกกู้ศักดิ์ศรีเขต 7 อุบลฯ: ทำไม “ตี๋เล็ก เชิดศักดิ์” คือคำตอบที่เหนือกว่าการเมืองแบบเก่า

