ในการหาเสียงเลือกตั้ง ปี 2569 นี้ ข้อมูลจากโพลหลายสำนัก (เช่น นิด้าโพล และสวนดุสิตโพล) ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่ม “Swing Voters” หรือกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ กว่า 30% กำลังจับตามองเรื่อง “ความสะอาดทางการเมือง” และ “อิทธิพลมืด” มากกว่าแค่นโยบายประชานิยมแจกเงิน

ทำไม? พรรคการเมืองหลายพรรค ถึงชูประเด็น “เฉดสีเทา”: มาเป็นอาวุธต่อสู้กันในศึกครั้งนี้
- การทำลายความชอบธรรม (Legitimacy War): การขุดคุ้ย “ทุนสีเทา” ที่เชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือท่อน้ำเลี้ยงพรรคคู่แข่ง เป็นอาวุธที่ใช้ดิสเครดิตได้รุนแรงที่สุดในเวทีดีเบต
- การตอบสนองต่อความกลัว (Fear Appeal): ประชาชนกังวลเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และพนันออนไลน์ การประกาศ “ล้างบางสีเทา” จึงสร้างภาพลักษณ์ “อัศวินขี่ม้าขาว”
- การสร้างความต่าง (Differentiation): เมื่อนโยบายเศรษฐกิจของทุกพรรคดูคล้ายคลึงกัน การชูจุดยืน “ไม่เอาเทา ไม่เอาโกง” จึงเป็นจุดขายเดียวที่เหลืออยู่เพื่อดึงคะแนนจากคนชั้นกลาง
ผลลัพธ์และความคาดหวัง:
- หากได้ผล: พรรคที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า “มือสะอาดที่สุด” หรือ “กล้าชนอิทธิพลที่สุด” จะได้คะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มอนุรักษนิยมที่รังเกียจคอร์รัปชัน คาดว่าพรรคฝ่ายค้านเดิมที่มีภาพลักษณ์ตรวจสอบเข้มข้นจะครองอันดับหนึ่งในพื้นที่เมือง
- หากไม่ได้ผล: ประชาชนจะเกิดอาการ “Fatigue” หรือเบื่อหน่ายการสาดโคลน และจะหันไปหาพรรคที่ชูนโยบาย “กินได้จริง” (Economic Pragmatism) แทน
แต่หาก คำว่า “ไม่เอาเทา” ไปไม่รอด พรรคการเมืองต้องขยับไปที่ ประเด็น “ความมั่นคงทางดิจิทัลและรายได้ที่จับต้องได้” เช่น การสร้างรัฐสวัสดิการที่ผูกกับฐานภาษีใหม่จากธุรกิจที่ทำให้ถูกกฎหมาย เพื่อดึงเงินจากใต้ดินขึ้นมาบนดิน
บนเส้นทางสู่การเลือกตั้งทั่วไป ก่อนที่จะถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวังวนของวาทกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การเมืองสีเทา” ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการทุจริตในโครงการรัฐแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับ “ทุนสีเทาข้ามชาติ” “พนันออนไลน์” และ “เครือข่ายผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น” ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สีสันบนเวทีดีเบต แต่เป็นดัชนีชี้วัดอนาคตของระบอบประชาธิปไตยไทย
นัยทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 72 ระบุชัดเจนห้ามมิให้พรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ออกมา “แฉ” ข้อมูลสีเทาของกันและกัน จึงไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการส่งสัญญาณไปถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เพื่อหวังผลไปถึงขั้น “ยุบพรรค”
สถิติและความสนใจของประชาชน จากการรวบรวมข้อมูล Big Data ในช่วงธันวาคม 2568 ถึง มกราคม 2569 พบว่า Keyword คำว่า “ทุนสีเทา” “ส่วย” และ “นักการเมืองเบื้องหลัง” มีอัตราการค้นหาและมีส่วนร่วม (Engagement) สูงกว่าคำว่า “ค่าแรงขั้นต่ำ” ถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่าประชาชนมองว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างสีเทา” คือต้นตอของค่าครองชีพที่สูงขึ้นและอาชญากรรมที่ใกล้ตัว
หากวิเคราะห์อดีต (เลือกตั้ง 2566): “มีลุงไม่มีเรา” และ “ประชาธิปไตย vs เผด็จการ”
ผลลัพธ์: ได้ผลดีเยี่ยม (Highly Effective) วาทกรรมนี้คือปัจจัยชี้ขาด (Game Changer) ที่ทำให้พรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) และพรรคเพื่อไทย กวาดที่นั่งรวมกันเกินครึ่งสภา วาทกรรมนี้ชนะเพราะมันเล่นกับ “อารมณ์ความรู้สึก” และ “จุดยืนทางอุดมการณ์” ที่แบ่งขั้วชัดเจน
แต่ในปัจจุบัน (เลือกตั้ง 2569): “มีเราไม่มีเทา” หรือ “ขจัดทุนสีเทา” คำถาม: วาทกรรมนี้จะได้ผลเหมือนปี 66 หรือไม่? คำตอบ: “ได้ผล แต่มีความเสี่ยงและซับซ้อนกว่าเดิม”
วาทกรรมเรื่อง “สีเทา” จะทำงานต่างจาก “เผด็จการ” ด้วยเหตุผลดังนี้:
ปัจจัยที่ทำให้ “ได้ผล” (Pros):
- ความเจ็บปวดที่จับต้องได้ (Tangible Pain): ปี 66 “เผด็จการ” คือเรื่องโครงสร้างอำนาจ แต่ปี 69 “สีเทา” (คอลเซ็นเตอร์, พนันออนไลน์, สแกมเมอร์) คือสิ่งที่ “ล้วงเงินออกจากกระเป๋าประชาชน” โดยตรง คนรู้สึกโกรธแค้นเรื่องนี้มากกว่าเรื่องนามธรรม
- ดึงดูดกลุ่มอนุรักษนิยม (Cross-Ideology Appeal): คนที่เกลียดการโกง (Anti-Corruption) ไม่ได้มีแค่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่รวมถึงกลุ่มอนุรักษนิยมและคนชั้นกลางด้วย วาทกรรมนี้จึงสามารถดึงคะแนนข้ามขั้วได้ (Swing Voters)
- ศัตรูร่วมใหม่: เมื่อ “ลุง” วางมือหรือบทบาทลดลง “ทุนสีเทา” จึงกลายเป็น “ปีศาจตัวใหม่” ที่สังคมต้องการคนมาปราบ
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ “ไม่ได้ผล” (Cons):
- ความหน้าไหว้หลังหลอก (Hypocrisy Risk): ต่างจากเรื่อง “ลุง” ที่เห็นหน้าชัดเจน เรื่อง “สีเทา” นั้นซ่อนอยู่ในเงามืด ทุกพรรคการเมืองมีความเสี่ยงที่จะมีคนสีเทาแฝงอยู่ หากพรรคที่ชูประเด็นนี้ถูกแฉกลับว่า “คนในพรรคก็เทา” กระแสจะตีกลับรุนแรงกว่าเดิม (Boomerang Effect)
- ไม่ใช่ Binary Choice: เรื่องสีเทาไม่ใช่ ขาว vs ดำ ชัดเจนเหมือนปี 66 แต่เป็นเฉดสี (Grayscale) ประชาชนอาจมองว่า “ใครๆ ก็โกง ขอแค่ทำงานเก่งก็พอ” ซึ่งจะทำให้น้ำหนักของวาทกรรมนี้ลดลง
- ปัญหาปากท้องมาก่อน: หากเศรษฐกิจปี 69 แย่มาก ประชาชนระดับรากหญ้าอาจมองข้ามเรื่อง “ความสะอาด” และเลือกพรรคที่ “แจกเงิน” หรือ “ดูแลถึงลูกถึงคน” (แม้จะมาจากเงินสีเทาก็ตาม)
วาทกรรม “ไม่เอาเทา” จะได้ผลดีที่สุดใน เขตเมือง (Urban Areas) และ กลุ่ม New Voters แต่ในพื้นที่ชนบท เขตอิทธิพลบ้านใหญ่ จะยังคงพ่ายแพ้ต่อ “ระบบอุปถัมภ์”
พรรคการเมืองที่จะชนะด้วยประเด็นนี้: ไม่ใช่แค่พรรคที่ตะโกนว่า “ฉันไม่โกง” แต่ต้องเป็นพรรคที่ “เชื่อมโยงเรื่องสีเทา เข้ากับความยากจนของประชาชน” ให้ได้ เช่น:
“ที่คุณจน เพราะเงินภาษีรั่วไหลไปกับทุนสีเทา” “ที่คุณเป็นหนี้ เพราะรัฐบาลปล่อยให้เว็บพนันมอมเมา”

อ่านข่าวอื่น ๆ :
- ส่องยุทธศาสตร์ “กานต์ สุดารัตน์” ย้ายค่ายไป “ภูมิใจไทย” การเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อคนอุบลฯ
- ตำนานลึกลับที่ถูกลืม ตอนที่ 8 : อาถรรพ์พนมรุ้งและนครที่สาบสูญ รอยจารึกที่ถูกลบเลือนแห่งพนมรุ้ง
- ชูวิทย์: บทบาทที่เกินขอบเขต โยงมั่ว “บิ๊กโจ๊ก” กับ “พรรคประชาชน” – ยุทธการทำลายล้างทางการเมือง?
- “เฉดสีเทา” อาวุธในสงครามเลือกตั้ง 2569
- บี้ผู้ว่าฯ รฟท.: ตัดตอนกระแสถล่มรัฐบาลในฤดูหาเสียง กับเบื้องหลัง “แผลเก่า” เขากระโดง

