พลิกบทบาทจาก “ผู้ถูกไล่ออก” สู่ “ผู้เปิดโปง” เขย่าขวัญวงการสีกากี เดิมพันครั้งสุดท้ายของ “บิ๊กโจ๊ก”

ณ วินาทีนี้ สังคมไทยกำลังจับตามองทุกย่างก้าวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ซึ่งเคยถูกมองว่าเส้นทางอาชีพได้ “จบสิ้น” แล้ว หลังเผชิญมรสุมคดีความและการถูกคำสั่ง “ไล่ออกจากราชการ” เมื่อช่วงต้นปี 2568

แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับมาสู่สปอตไลท์อีกครั้งในบทบาทใหม่ที่ดุดันและอันตรายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือบทบาทของ “ผู้เปิดโปง” (Whistleblower) ที่กำลังเดินสาย “ลากไส้” ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ โดยพุ่งเป้าโจมตีว่ามี “นายตำรวจระดับสูง” และ “นักการเมือง” อยู่เบื้องหลัง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่การร้องขอความเป็นธรรมส่วนตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายพันธุ์เป็น “สงครามสีกากี” ระลอกใหม่ ที่สั่นสะเทือนรากฐานความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างรุนแรง

วิเคราะห์มิติ “อาชญวิทยา” และ “จิตวิทยา” ของการเคลื่อนไหว

หากมองในมุมอาชญวิทยา สิ่งที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กำลังเปิดโปง คือภาพสะท้อนของ “อาชญากรรมในองค์กร” (Organizational Crime) ที่ฝังรากลึก ข้อมูลจากสื่อกระแสหลักหลายสำนัก (อ้างอิง PPTV HD 36 และ Nation TV, พ.ย. 2568) ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่ขบวนการสแกมเมอร์และเว็บพนันสามารถเติบโตและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยนับแสนล้านบาท ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากการ “อำนวยความสะดวก” หรือ “การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” จากเจ้าหน้าที่รัฐ

การที่ “คนใน” ระดับสูงอย่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาพูดเอง ยิ่งตอกย้ำทฤษฎีที่ว่า องค์กรผู้บังคับใช้กฎหมายอาจกำลังเผชิญกับสภาวะ “Anomie” (สภาวะที่บรรทัดฐานทางสังคมล่มสลาย) ที่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง อยู่เหนือประโยชน์สาธารณะ

ในทางจิตวิทยา สถานะของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในปัจจุบันคือบุคคลที่ “ไม่มีอะไรจะเสีย” (Nothing to Lose) การถูกไล่ออกจากราชการถือเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตราชการ การตอบโต้ใน “เกมเดิมพันสุดท้าย” นี้ จึงเป็นการทุ่มสุดตัวเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงและทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม นี่คือกลยุทธ์ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ที่เปลี่ยนจากการตั้งรับทางคดีความ มาเป็นการ “รุกฆาต” ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่ตนกุมความลับไว้ในสมัยที่ยังอยู่ในอำนาจ

สังคมได้อะไร? หรือนี่เป็นเพียง “ละคร” ชิงอำนาจ

คำถามสำคัญที่สังคมกำลังตั้งคำถามคือ ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการ “แฉ” ครั้งนี้?

ประโยชน์ที่เกิดขึ้น:

  1. การรับรู้ปัญหา (Problem Awareness): สังคมได้รับรู้และ “ยืนยัน” ว่าปัญหาการทุจริตในวงการตำรวจมีอยู่จริงและรุนแรง โดยมี “คนวงใน” มาการันตี
  2. การตรวจสอบถ่วงดุล (Check and Balance): การเปิดโปงนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลไปยังรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ให้ต้อง “แสดงท่าที” หรือดำเนินการสืบสวนสอบสวนสิ่งที่ถูกกล่าวหา ไม่สามารถปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปได้

ความเสี่ยงและข้อกังวล:

  1. วิกฤตศรัทธา (Crisis of Faith): ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือการที่ประชาชน “สิ้นศรัทธา” ต่อกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ ประชาชนไม่มั่นใจว่าตำรวจที่รับแจ้งความจากพวกเขา คือ “ตำรวจน้ำดี” หรือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่ถูกกล่าวหา
  2. การเบี่ยงเบนประเด็น (Distraction): มีความเป็นไปได้สูงว่านี่คือการต่อสู้ภายในเพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ โดยใช้ “ความเดือดร้อนของประชาชน” (คดีสแกมเมอร์) มาเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ “เกม” นี้ ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้รับการแก้ไข

กระแสสังคม: “ไม่ตายเดี่ยว” สู่ “พังทั้งองค์กร”

กระแสสังคมในโลกออนไลน์ สะท้อนความรู้สึก “สะใจ” ปน “สิ้นหวัง” วลีอย่าง “บิ๊กโจ๊กไม่ตายเดี่ยว” หรือ “พังทั้งองค์กร” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง สะท้อนว่าประชาชนส่วนหนึ่งยินดีที่ได้เห็นการ “สาวไส้” กันเองในองค์กรที่พวกเขามองว่ามีปัญหามานาน

ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นี่คือความเสี่ยงสูงสุดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ การเปิดหน้าชนกับ “โครงข่ายอำนาจสีเทา” ที่เชื่อมโยงทั้งตำรวจและนักการเมือง คือการเดินบนเส้นด้ายที่อันตรายอย่างยิ่ง

เดิมพันที่สูงกว่าตำแหน่ง “ผบ.ตร.”

การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในครั้งนี้ มีเดิมพันที่สูงกว่าการกลับมารับราชการ หรือแม้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เขาเคยใฝ่ฝัน

นี่คือการเดิมพันกับ “โครงสร้างอำนาจ” ของรัฐไทย และเป็นการท้าทายระบบอุปถัมภ์ที่เกาะกินองค์กรตำรวจมานาน

ไม่ว่า “เกม” นี้จะจบลงอย่างไร ผู้ชนะอาจไม่ใช่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือศัตรูของเขา แต่ผู้ที่ “แพ้” อย่างหมดรูปแล้วในสายตาประชาชน คือ “ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย” และ “ศรัทธาต่อผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่ยากจะกอบกู้กลับคืนมาได้.

อ่านข่าวอื่น ๆ :

สั่งสินค้าได้ที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *