การประกาศเปิดตัว “ทีมบริหารรัฐบาล” (Shadow Executive) เต็มรูปแบบของพรรคประชาชน ก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่แค่สีสันทางการเมือง หรือการตลาดแบบผิวเผิน แต่นี่คือ “การประกาศสงครามโครงสร้าง” (Structural Warfare) ที่ท้าทายขนบธรรมเนียมการเมืองไทยแบบถอนรากถอนโคน

นักยุทธศาสตร์ที่เฝ้ามองพลวัตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล้าฟันธงว่า นี่คือการเดินหมากที่ “อันตรายที่สุด” และ “ทะเยอทะยานที่สุด” เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย การกระทำนี้ไม่ใช่ความกล้าหาญแบบวีรบุรุษเพียงอย่างเดียว แต่มันซ่อน “กับดักมรณะ” และ “โอกาสพลิกกระดาน” ที่ซับซ้อนเกินกว่าสายตาคนทั่วไปจะมองเห็น
TopicThailand เราจะมาชำแหละปรากฏการณ์นี้ผ่านเลนส์ของทฤษฎีเกม (Game Theory) และนิติสงคราม (Lawfare) เพื่อดูว่า “วาระซ่อนเร้น” ของเกมนี้คืออะไร
Game Theory : กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าว” (Burn the Boats)
ในทางทฤษฎีเกม การเปิดเผยรายชื่อรัฐมนตรีก่อนเลือกตั้ง (Pre-commitment Strategy) คือการส่งสัญญาณว่า “ไม่มีการถอยหลัง” (No Retreat)
การตัดทางหนีเพื่อบีบให้ชนะ (Strategic Rigidity)
ตำนานแม่ทัพเผาเรือตัวเองเพื่อให้ทหารรู้ว่า “ถ้าไม่ชนะ ก็ตาย” ถูกนำมาใช้ที่นี่ การที่พรรคประชาชนเปิดหน้าว่าใครจะคุมกระทรวงไหน คือการทำลาย “ความยืดหยุ่นในการเจรจา” (Negotiation Flexibility) หลังเลือกตั้งทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง
- ตรรกะ : หากผลออกมาแล้วพรรคประชาชนต้องตั้งรัฐบาลผสม พรรคจะไม่สามารถนำเก้าอี้รัฐมนตรี ที่เปิดตัวไปแล้ว ไปแลกเปลี่ยนกับกลุ่มบ้านใหญ่หรือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้ง่ายๆ อีกต่อไป เพราะได้ให้ “สัญญามหาชน” ไปแล้วว่าใครจะนั่ง
- ความเสี่ยง : หากไม่ได้คะแนนเสียงแบบถล่มทลาย (Landslide) เกิน 251 เสียง การเปิดชื่อทีมบริหารชุดนี้จะกลายเป็น “ยาพิษ” ทันที เพราะพรรคการเมืองอื่น (Potential Coalition Partners) จะมองว่าพรรคประชาชน “กินรวบ” และไม่เหลือพื้นที่โควตาเกรด A ให้พวกเขา ผลลัพธ์คือสมการตั้งรัฐบาลจะเจอทางตัน (Deadlock)
- ผลตอบแทบสูง : แต่มองในมุมกลับ นี่คือการบีบให้ประชาชนต้องเลือกแบบ “Strategic Voting” คือถ้าอยากเห็นทีมนี้ทำงาน ต้องกาให้ชนะขาดเท่านั้น (All-or-Nothing)
การเดินหมากแก้เกมของฝ่ายอนุรักษนิยม (The Establishment’s Counter-Move)
ฝ่ายอำนาจเก่าไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาจะใช้รายชื่อเหล่านี้สร้าง Narrative หรือเรื่องราว ว่าพรรคประชาชน “แข็งกร้าว ไม่ประนีประนอม และจะนำไปสู่ทางตันทางการเมือง” สื่อในเครือข่ายจะเริ่มปั่นกระแสว่า “เลือกไปก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่มีใครคบ” เพื่อดึง Swing Voters ให้กลับมาหาความมั่นคงแบบเก่า
กับดักนิติสงคราม (The Lawfare Trap): ความกล้า หรือ ความประมาท?
นี่คือประเด็นที่น่ากังวลที่สุด การเปิดชื่อว่าที่รัฐมนตรี คือการเปิด “เป้านิ่ง” ให้ฝ่ายตรงข้ามระดมยิงด้วยกระสุนทางกฎหมาย
มาตรา 160 และมาตรฐานจริยธรรม: อาวุธนิวเคลียร์ทางการเมือง
รัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย ออกแบบมาตรา 160 เรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรีไว้กว้างขวางดุจมหาสมุทร โดยเฉพาะคำว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
- Target Acquisition: ทันทีที่รายชื่อหลุดออกมา ทีมกฎหมายของฝ่ายตรงข้ามจะเริ่มขุดคุ้ยประวัติย้อนหลัง 20 ปี ของว่าที่รัฐมนตรีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้น, คดีความในอดีต, หรือแม้แต่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย
- Decapitation Strike: ฝ่ายอำนาจเก่าอาจไม่จำเป็นต้องยุบพรรค แต่ใช้วิธี “สอยรายตัว” (Individual Disqualification) ว่าที่รัฐมนตรีตัวเต็ง ก่อนหรือหลังเลือกตั้ง เพื่อทำให้ทีมบริหารนี้ “พิการ” ตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน
Hidden Agenda: การฟอกขาวล่วงหน้า (Pre-Vetting Strategy)?
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่านี่คือ “กับดักซ้อนกับดัก” ของพรรคประชาชน
- พรรคอาจตั้งใจโยนชื่อเหล่านี้ลงไปใน “บ่อจระเข้” เพื่อให้ถูกตรวจสอบอย่างหนักที่สุด ก่อน วันโหวตนายกฯ
- หากคนเหล่านี้รอดจากการตรวจสอบในช่วงหาเสียงได้ จะมีความชอบธรรม (Legitimacy) สูงมากในการรับตำแหน่ง
- และหากมีใครถูกสอยร่วงไประหว่างทาง พรรคจะใช้สิ่งนี้เป็นเชื้อเพลิงปลุกระดมมวลชนว่า “เราถูกกลั่นแกล้ง” (Victimization) เพื่อเรียกคะแนนสงสารในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยงแต่ได้ผลสูงในเชิงจิตวิทยามวลชน
Technocratic Shift: จาก “รัฐอุปถัมภ์” สู่ “Competency-Based”
เมื่อเทียบฟอร์มทีม Shadow Executive ชุดนี้กับ “ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลขั้วเดิม” เราเห็นรอยแยกที่ชัดเจนราวฟ้ากับเหว
จุดต่างที่ไม่อาจประนีประนอม (Irreconcilable Differences)
- โมเดลเดิม (Patronage System): รัฐมนตรีมาจาก “โควตาเจ้าของมุ้ง” หรือกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรค ความรู้ความสามารถเป็นเรื่องรอง ความภักดีต่อหัวหน้ามุ้งเป็นเรื่องหลัก เป้าหมายคือการรักษาผลประโยชน์กลุ่มทุนผูกขาด (Rent-seeking).
- โมเดลพรรคประชาชน (Competency-Based): รายชื่อที่ปรากฏ (สมมติ) ล้วนเป็น Technocrat, อดีตผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ, หรือนักวิชาการสายปฏิรูป ที่ไม่มีฐานเสียงในมือแต่มี “มันสมอง” นี่คือการส่งสัญญาณว่า “เราจะบริหารประเทศเหมือนองค์กรชั้นนำ ไม่ใช่กงสีครอบครัว”
มุมมองนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor Sentiment)
TopicThailand บอกได้เลยว่า นักลงทุนต่างชาติ (FDI) กำลังจับตาดูโมเดลนี้ด้วยความสนใจและสงสัย
- Positive เชิงบวก : พวกเขาเบื่อหน่ายกับระบบสัมปทานผูกขาดและการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย การมีทีมงานที่เน้น “Rule of Law” และ “Fair Competition” คือสิ่งที่ทุนใหม่ (New Economy) ต้องการ
- Negative เชิงลบ : แต่สิ่งที่เขากลัวคือ “เสถียรภาพ” ทีมงานชุดนี้ดูเก่งทฤษฎี แต่จะ “เก่งเกมการเมือง” จนสามารถขับเคลื่อนนโยบายผ่านระบบราชการที่เชื่องช้าและเต็มไปด้วยเขี้ยวลากดินได้หรือไม่? หรือจะเจอตอจนสะดุดขาตัวเองล้ม?
Scenario Planning: ฉากทัศน์หลัง 8 ก.พ. 2569 จากปัจจัยทั้งหมด TopicThailand ขอประเมินฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น 3 รูปแบบ ดังนี้:
Scenario A: The Clean Sweep (ชนะถล่มทลายขาดลอย Landslide เกิน 251 เสียง)
- ความน่าจะเป็น: 30%
- ผลลัพธ์: ทีม Shadow Executive เข้าสู่ทำเนียบได้ยกแผง เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนานใหญ่ (Disruption)
- ความเสี่ยง: จะเกิดแรงต้านมหาศาลจากระบบราชการ (Bureaucracy Strike) และกลุ่มทุนเดิม การบริหารงานช่วง 6 เดือนแรกจะขลุกขลักอย่างหนักจากการ “วางยา” ของข้าราชการสายอนุรักษ์
Scenario B: The Forced Compromise (ชนะแต่ต้องมีพรรคร่วม)
- ความน่าจะเป็น: 50%
- ผลลัพธ์: นี่คือ “ฝันร้าย” ของโมเดล Shadow Executive พรรคประชาชนจะถูกบีบให้คายกระทรวงเกรด A ให้พรรคร่วมเพื่อแลกกับเสียงโหวตนายกฯ
- หายนะ: หากพรรคยอมแลก จะเสียศรัทธามวลชนทันทีว่า “ตระบัดสัตย์” หรือ “ดีแต่พูด” แต่ถ้าไม่ยอมแลก ก็จะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง (Political Vacuum) เปิดช่องให้นายกฯ คนนอกหรือการแทรกแซงพิเศษ
Scenario C: The Judicial Coup (นิติสงครามเต็มรูปแบบ)
- ความน่าจะเป็น: 20%
- ผลลัพธ์: มีการร้องเรียนคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีรายบุคคล หรือร้องยุบพรรคก่อน/หลังเลือกตั้งไม่นาน โดยอ้างนโยบายบางอย่างใน Shadow Cabinet ว่า “ล้มล้างการปกครอง” หรือ “ขัดจริยธรรม”
- Impact: มวลชนจะลงถนน (Mass Protests) รุนแรงกว่าปี 2563-2564 เศรษฐกิจชะงักงัน ประเทศไทยเข้าสู่ “Lost Decade” อย่างสมบูรณ์แบบ
การเปิดตัว Shadow Executive ของพรรคประชาชน คือการโยนระเบิดใส่โครงสร้างอำนาจเดิม มันคือการบอกว่า “เราไม่เล่นเกมแบ่งเค้กตามโควตาอีกต่อไป” นี่คือความกล้าหาญที่น่ายกย่องในเชิงอุดมการณ์ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ มันคือการเดินบนเส้นด้ายที่ขึงอยู่ปากเหว
หากพวกเขาทำสำเร็จ นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การเมืองไทยก้าวพ้นยุค “เจ้าพ่อและบ้านใหญ่” แต่หากพลาด… ทีมบริหารในฝันชุดนี้ อาจเป็นได้แค่ “รายชื่อในกระดาษ” ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของความพ่ายแพ้
คำถามสุดท้ายที่เราอยากฝากไว้ให้คุณคิด: ในวันที่พรรคประชาชนกล้า “ทุบหม้อข้าว” ตัวเองเพื่อเดิมพันกับอนาคต… คุณในฐานะผู้มีสิทธิโหวต พร้อมที่จะเป็น “เรือลำใหม่” ให้พวกเขาข้ามฝั่ง หรือจะปล่อยให้พวกเขาจมลงต่อหน้าต่อตา?

อ่านข่าวอื่น ๆ :
- ชำแหละแผน ‘Shadow Executive’ พรรคประชาชน: ปฏิวัติโครงสร้างหรือกับดักมรณะ?
- ศุภาลัย เสิร์ฟของขวัญรับปีใหม่! ส่ง “ดีลหวานฉ่ำ จองหลักพัน รับกันหลักแสน”ชวนคนไทยมีบ้านแบบ Happy พร้อมรับส่วนลดจัดเต็ม คืนสูงสุด 50 เท่า!
- ศึกกู้ศักดิ์ศรีเขต 7 อุบลฯ: ทำไม “ตี๋เล็ก เชิดศักดิ์” คือคำตอบที่เหนือกว่าการเมืองแบบเก่า
- กล้าจับไหม? 10 สส.เอี่ยวสแกมเมอร์: เมื่อ “ทุนเทา” กลายเป็น “ทุนการเมือง”
- สายสีแดง ผนึกกำลัง การรถไฟ เอสอาร์ที แอสเสท จัดกิจกรรมวันเด็กสุดพิเศษ Join the Rail สร้างฝัน วันเด็ก 10 ม.ค. นี้

