ตอนที่ 6 : “แตกศพแตกเสือ” ตำนานลาวพลัดถิ่น แห่งป่าห้วยยอดมน

สวัสดีครับ กลับมาติดตาม “ตำนานลึกลับที่ถูกลืม” วันนี้เราจะพาไป นะดินแดนที่แสงแรกของตะวันแตะต้องแผ่นดินไทย… ณ พรมแดนที่สายน้ำโขงเล่าขานตำนานนับพันปี… มีเรื่องเล่าบางเรื่องที่ไม่ได้ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ เรื่องเล่าที่ถูกกระซิบผ่านสายลม ผ่านต้นไม้ใหญ่ ผ่านผืนน้ำที่เคยเป็นทั้งเส้นทางแห่งความหวัง และความสิ้นหวัง… เรื่องราวของ “ผืนป่าห้วยยอดมน” ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักพิง เป็นที่หลบภัย เป็นพยานของโศกนาฏกรรมแห่งการพลัดถิ่น และการสูญหายไปของความทรงจำ…

ในห้วงเวลาที่ประวัติศาสตร์โลกกำลังหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในปีพุทธศักราช 2517-2518… นะ ชายแดนไทย-ลาว ด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นแบ่งเขตแดนทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างอดีตที่ล่มสลาย กับอนาคตที่ไม่แน่นอน เป็นประตูสู่ความหวังที่ริบหรี่ ของผู้คนนับหมื่นชีวิตที่ต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เสียงร่ำไห้ เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อน เสียงแห่งความหวัง… และเสียงแห่งความเงียบงัน… ได้เริ่มต้นขึ้น นะ ที่แห่งนั้น… ด่านช่องเม็ก… และนำพาพวกเขาไปสู่ดินแดนแห่งความลึกลับ… ดินแดนที่ภายหลังถูกเรียกว่า “ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยยอดมน”

ปี พ.ศ. 2518 คือช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ของประเทศลาวพลิกผันอย่างรุนแรง การสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองลาว และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นำมาซึ่งความหวาดกลัว และการอพยพครั้งใหญ่ของชาวลาวจำนวนมาก เหตุการณ์ที่คนไทยเรียกขานกันว่า “ลาวแตก”

หลายพัน หลายหมื่นชีวิต ที่ต้องทิ้งบ้านเกิด ทิ้งทรัพย์สิน ทิ้งความทรงจำไว้เบื้องหลัง พวกเขาต่างแบกความหวังอันริบหรี่ หนีตายข้ามแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ หวังเพียงได้เหยียบย่ำลงบนผืนแผ่นดินไทย เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ หนึ่งในประตูบานสำคัญที่ต้อนรับพวกเขาคือ “ด่านช่องเม็ก” ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

จากฝั่งลาว ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามา ทั้งชาวบ้านทั่วไป ข้าราชการ ทหาร และผู้ที่เชื่อว่าชีวิตของพวกเขาจะไม่ปลอดภัยหากยังคงอยู่ในประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ผู้อพยพที่เรียกกันว่า “แตกศพแตกเสือ” คือภาพสะท้อนของความรุนแรงและความเร่งด่วน พวกเขามาถึงในสภาพที่แทบไม่มีอะไรติดตัว นอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ และความหวังอันริบหรี่

หลังจากการมาถึงที่ด่านช่องเม็ก ผู้คนเหล่านั้นไม่สามารถอาศัยอยู่ริมชายแดนได้ตลอดไป พวกเขากระจัดกระจาย ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ที่พอจะรองรับได้ หนึ่งในพื้นที่สำคัญนั้นคือ “บ้านแถบริมเขื่อนสิรินธร” ซึ่งในขณะนั้นยังคงเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ และเพิ่งจะมีการสร้างเขื่อนสิรินธรเสร็จสิ้นไปไม่นาน

บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่จะถูกประกาศเป็น “ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยยอดมน” ในปี พ.ศ. 2517 นั่นหมายความว่า ขณะที่ผู้อพยพกำลังหลั่งไหลเข้ามา พื้นที่แห่งนี้กำลังถูกจัดระเบียบและกำหนดสถานะทางกฎหมายไปด้วยพร้อมๆ กัน

พวกเขาเริ่มสร้างที่พักพิงชั่วคราว กระท่อมไม้ไผ่ มุงหญ้าคา ปลูกเรียงรายกันตามแนวริมน้ำ และกระจายไปตามป่าเขา ภาพของผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างระหวาดระแวง การเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในดินแดนใหม่แห่งนี้ แหล่งน้ำจากเขื่อนสิรินธร ลำห้วยสาขา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา เสียงน้ำกระทบฝั่ง เสียงลมพัดผ่านป่าห้วยยอดมน ได้กลายเป็นเสียงที่คุ้นเคยในชีวิตของพวกเขา

ในความสงบเงียบของผืนป่าห้วยยอดมน ที่รายล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด และสัตว์ป่าน้อยใหญ่… ผู้อพยพเหล่านี้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความไม่แน่นอน และความทรงจำอันเจ็บปวดจากอดีตที่ฝังลึก

เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของผู้คนนับพันที่ผ่านเข้ามาในผืนป่าห้วยยอดมนแห่งนี้… เหตุไฉนจึงถูกลืมเลือนไป? เหตุไฉนตำนานแห่งการพลัดถิ่น ความทุกข์ยาก และความหวังของพวกเขา จึงไม่ถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือแม้แต่เรื่องเล่าขานจากคนรุ่นสู่รุ่น?

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวนี้ค่อยๆ จางหายไป…

ประการแรก: การเร่งรีบจัดตั้งค่ายอพยพอย่างไม่เป็นระบบ. เมื่อเวลาผ่านไป ผู้อพยพเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่ริมเขื่อนสิรินธรเป็นการถาวร พวกเขาถูกเคลื่อนย้าย หรือกระจัดกระจาย ไปตามสถานที่ต่างๆ ตามแนวชายแดน หรือบางส่วนก็ได้เดินทางไปยังประเทศที่สาม เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แท้จริง ทำให้ชุมชนชั่วคราวริมเขื่อนสิรินธรสลายตัวไป

ประการที่สอง: สถานะของพื้นที่. การประกาศให้เป็น “ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยยอดมน” ในปี 2517 เป็นการเน้นย้ำถึงคุณค่าทางธรรมชาติ และการอนุรักษ์ การกล่าวถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชั่วคราวของผู้คนจำนวนมาก อาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของการเป็นป่าสงวนในเชิงการท่องเที่ยว หรือการศึกษา

ประการที่สาม: ความบอบช้ำทางจิตใจ. สำหรับผู้อพยพเอง อดีตที่ช่องเม็กและริมเขื่อนสิรินธร เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความหวาดกลัว และความเจ็บปวด การจดจำและเล่าขานอาจเป็นการรื้อฟื้นบาดแผลที่พวกเขาต้องการจะลืมเลือน เพื่อก้าวต่อไปในชีวิตใหม่

และประการสุดท้าย: ความเงียบงันของกาลเวลา. เมื่อผู้คนจากไป ความทรงจำก็ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับพวกเขา ไม่มีผู้สืบทอดเรื่องราว ไม่มีผู้บันทึกอย่างเป็นทางการ มีเพียงเสียงกระซิบจากสายลม และผืนน้ำที่ยังคงไหลวนอยู่ในเขื่อนสิรินธร ที่อาจจะยังคงจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ดีที่สุด… แต่ไม่มีใครได้ยิน…

ทุกวันนี้ ผืนป่าห้วยยอดมน อาจจะไม่ได้เงียบสงบอีกแล้ว เขื่อนสิรินธรยังคงกักเก็บสายน้ำอันกว้างใหญ่ ผู้คนที่สัญจรไปมาบริเวณด่านช่องเม็ก อาจไม่เคยล่วงรู้ถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ที่เคยเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินแห่งนี้

แต่หากคุณลองหยุดยืนนิ่งๆ ปิดตาลง และเงี่ยหูฟัง… บางที คุณอาจจะได้ยินเสียงกระซิบจากสายลมที่พัดผ่านยอดไม้เก่าแก่… เสียงกระซิบจากผืนน้ำในเขื่อนที่เคยเป็นที่พึ่งพิง… เสียงกระซิบที่เล่าเรื่องราวของความหวัง… ความสิ้นหวัง… และการพลัดถิ่นของชีวิตนับพัน…

เรื่องราวแห่ง “ลาวแตก” ที่ช่องเม็ก สู่ผืนป่าห้วยยอดมน ไม่ได้ถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน… แต่มันยังคงเป็น “ตำนานลึกลับที่ถูกลืม” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในทุกอณูของดินแดนแห่งนี้ มันเป็นเหมือนบทเรียนที่รอให้ผู้คนในยุคปัจจุบัน หันกลับมามอง ประติดประต่อเรื่องราวที่ขาดหายไป และรับฟังเสียงกระซิบจากอดีตที่ยังคงดังก้องอยู่

ป่าห้วยยอดมนยังคงเป็นพยานเงียบ… พยานของการเปลี่ยนแปลง พยานของการต่อสู้ และพยานของความทรงจำที่เลือนราง แต่ไม่เคยหายไปไหนอย่างแท้จริง… หากเพียงเราเปิดใจรับฟัง… เสียงกระซิบจากสายน้ำ และผืนป่า จะยังคงเล่าขานตำนานที่ถูกลืมเลือนนี้… ตลอดไป…คุณผู้ชมคุณผู้ฟัง สามารถสนับสนุนเราได้ที่คิวอาร์โค๊ดนี้ เพื่อให้ทีมงานของเรา ได้มีพลังในการสืบค้นหาตำนานเรื่องราวประวัติลึกลับที่อาจจะไม่มีให้จดจำผ่านหน้าประวัติศาสตร์ที่เราเรียน แต่เราจะค้นจะหา เรื่องราวตำนานเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้คิดย้อนถึงเรื่องราวของเราในอดีต ไม่ให้มันเลือนหายไปจากตำนาน สวัสดีครับ.

อ่านตำนานลึกลับที่ถูกลืม ตอนอื่น ๆ :

สั่งสินค้าได้ที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *