5 ทศวรรษ “ขายความจน” : ทำไมเลือกตั้ง 2569 คนไทยยังต้องกากบาทแลกข้าว?

“ความยากจน” ไม่ใช่แค่สถานะทางเศรษฐกิจ แต่ในประเทศไทย มันคือ “สินค้าทางการเมือง” ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน นโยบายหาเสียงกว่า 50 ปี เปลี่ยนหีบห่อไปมากมาย แต่ไส้ในยังคงเดิม คือการ “เยียวยา” มากกว่า “รักษา”

บทความนี้จะพาเจาะลึกวิวัฒนาการนโยบายแก้จน ที่อาจทำให้คุณฉุกคิดว่า หรือเรากำลังถูกเลี้ยงไข้ด้วยภาษีของตัวเอง?

จุดเริ่มต้น: 2518 รุ่งอรุณแห่งการผันเงิน

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2518 (ค.ศ. 1975) ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพรรคกิจสังคม ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยนโยบาย “เงินผัน” (การผันเงินงบประมาณลงสู่สภาตำบล) เพื่อสร้างงานในชนบท

  • แนวคิด: กระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นโดยตรง ลดอำนาจส่วนกลาง
  • ผลลัพธ์: เป็นรากฐานของการกระจายรายได้ แต่ก็เปิดประตูสู่ระบบหัวคะแนนและการรั่วไหลในระดับท้องถิ่น

ยุคเปลี่ยนผ่าน: 2544 ประชานิยมครองเมือง

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2544 เมื่อ พรรคไทยรักไทย ของ นายทักษิณ ชินวัตร ชนะถล่มทลายด้วยนโยบายที่จับต้องได้ที่สุดในประวัติศาสตร์

  • นโยบาย: 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, พักหนี้เกษตรกร
  • การเปลี่ยนแปลง: เปลี่ยนจาก “การสงเคราะห์” เป็น “การสร้างโอกาส” (ในทางทฤษฎี) แต่ในทางปฏิบัติ นักวิชาการหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประชานิยมเต็มรูปแบบ” (Populism) ที่ทำให้รัฐมีภาระทางการคลังมหาศาล

ยุคปัจจุบัน: 2557-2567 จากบัตรคนจน สู่ ดิจิทัลวอลเล็ต

ในยุค คสช. ต่อเนื่องถึงรัฐบาลปัจจุบัน นโยบายแก้จนถูกแปรรูปเป็น “สวัสดิการแห่งรัฐ”

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรลุงตู่): การแจกเงินตรงเข้ากระเป๋าเพื่อซื้อของอุปโภคบริโภค
  • ดิจิทัลวอลเล็ต: ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยเม็ดเงินมหาศาล

เจาะข้อมูล: 50 ปี จนลดลง หรือแค่จนแบบใหม่?

อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ World Bank:

  • ปี 2531: สัดส่วนคนจนอยู่ที่ 65.2% ของประชากร
  • ปี 2565: สัดส่วนคนจนลดลงเหลือเพียง 6.3% ของประชากร

แต่เดี๋ยวก่อน! หากตัวเลขลดลงขนาดนี้ ทำไมคนไทยยังรู้สึกจน? คำตอบคือ “ความเหลื่อมล้ำ” และ “หนี้สิน”

  1. หนี้ครัวเรือน: ปี 2566 หนี้ครัวเรือนไทยสูงกว่า 16 ล้านล้านบาท
  2. รายได้ไม่โตตามค่าครองชีพ: เส้นความยากจน (Poverty Line) ขยับสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่รายได้จริงของเกษตรกรและแรงงานขั้นต่ำแทบไม่ขยับ

ทำไมปี 2569 “นโยบายแก้ความจน” จะยังขายได้?

ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงในปี 2569 พรรคการเมืองจะยังคงใช้นโยบายแก้จนเป็นจุดขาย เพราะ:

  1. โครงสร้างเศรษฐกิจไม่เปลี่ยน: ไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไม่มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ชัดเจน
  2. สังคมสูงวัย (Aged Society): คนแก่ตัวลงโดยไม่มีเงินเก็บ พึ่งพารัฐมากขึ้น รัฐจึงต้องใช้นโยบาย “เบี้ยยังชีพ” มาล่อใจ
  3. ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว: คนรวย 1% ถือครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่ ทำให้คนระดับล่างต้องรอ “น้ำบ่อหน้า” จากนักการเมือง

การแก้จนที่ยั่งยืนไม่ใช่การ “แจกปลา” หรือ “แจกเบ็ด” แต่คือการ “สร้างบ่อปลาที่เป็นธรรม” (Fair Market & Opportunity) หากปี 2569 เรายังเห็นนโยบายแจกเงินสะพัด นั่นหมายความว่า ประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นวงจรอุบาทว์ ที่ใช้นโยบายการคลังซื้ออนาคตของชาติไปวันๆ

หากนับตั้งแต่ปี 2518 จนถึงการเลือกตั้งปี 2569 คำว่า “แก้จน” ยังคงเป็นคำมั่นสัญญาศักดิ์สิทธิ์ที่พรรคการเมืองทุกยุคใช้เป็นใบเบิกทางสู่คะแนนเสียง แต่หากเราย้อนดูสถิติและข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เราจะพบยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า นโยบายเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงจาก “การให้ปลา” เป็น “การให้เบ็ด” และในปัจจุบันกลายเป็น “การให้เงินซื้อปลา” นั่นหมายถึงว่า นับวัน นโยบายดังกล่าว ไม่ได้ยกศักยภาพให้ประชาชน สามารถพึ่งพาตนเองได้เลย

กับดักเชิงโครงสร้างที่นโยบายไปไม่ถึง: สาเหตุที่นโยบายแก้ความจนในไทยไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน เพราะมักมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น (Short-term Stimulus) ตามวาระการเลือกตั้ง แต่ละเลยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Antitrust Laws) และการปฏิรูปโครงสร้างภาษี (Land and Building Tax) ที่มีประสิทธิภาพ

กฎหมายกับนโยบายหาเสียง: ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง การประกาศนโยบาย “แจก” ในปี 2569 ถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น พรรคการเมืองจึงเลี่ยงไปใช้คำว่า “สวัสดิการ” เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย แต่ภาระทางการคลังที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ

ทำไม ปี 2569 ยังต้อง “ขายความจน”? เมื่อช่องว่างระหว่างคนรวย 1% กับคนทั้งประเทศยังคงกว้างขึ้น ความรู้สึก “ไม่ได้รับความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ” จึงเป็นเชื้อไฟชั้นดี นักการเมืองจึงต้องนำเสนอตัวเลขเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดใจกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพพุ่งสูง

ตราบใดที่นโยบายการหาเสียงยังไม่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่ม “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” และการ “ทลายการผูกขาด” นโยบายแก้จนก็จะยังคงเป็นเพียงสินค้าทางการเมืองที่ขายได้ทุกฤดูกาล แต่ไม่เคยส่งมอบผลลัพธ์ที่แท้จริงให้กับประชาชน.

อ่านข่าวอื่น ๆ :

สั่งสินค้าได้ที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *