นโยบายขัดแย้ง: ‘ผับตี 4’ ชน ‘กฎหมายเหล้า 10,000 บาท’ – ช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดทางให้ ‘ดุลยพินิจตำรวจ’?

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคกลางคืนด้วยนโยบาย “ผับตี 4” ในพื้นที่นำร่อง แต่ในวันพรุ่งนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) กฎหมายอีกฉบับหนึ่งกำลังจะถูกบังคับใช้ ซึ่งอาจสร้าง “กับดัก” ทางกฎหมายขนาดใหญ่ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคชาวไทย

นั่นคือ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่เพิ่มบทลงโทษ “ผู้บริโภค” ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาห้าม (14.00–17.00 น. และ 00.00–11.00 น.) ด้วยโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท (หรือประมาณ 470 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ตามที่สื่อต่างประเทศรายงาน) [อ้างอิง: News.com.au]

ความขัดแย้งระหว่างนโยบาย “กระตุ้นเศรษฐกิจ” กับ “ควบคุมสังคม” นี้ กำลังสร้างช่องว่างทางกฎหมายที่น่ากังวลที่สุด นั่นคือ การเปิดทางให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการเลือกปฏิบัติ

เจาะลึกความขัดแย้ง: กฎหมายสองฉบับที่เดินสวนทางกัน

หัวใจของปัญหาคือความแตกต่างของกฎหมายสองฉบับที่มุ่งเป้าหมายต่างกัน:

  • 1.1 นโยบายผับตี 4 (เพื่อเศรษฐกิจ): รัฐบาลประกาศใช้ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2566) อนุญาตให้สถานบริการใน 5 พื้นที่นำร่อง (กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, ชลบุรี, เชียงใหม่ และเกาะสมุย) เปิดได้ถึง 04.00 น. เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคกลางคืน [อ้างอิง: กฎกระทรวง กำหนดวันเวลาเปิด-ปิดของสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566]
  • 1.2 กฎหมายปรับ 10,000 บาท (เพื่อควบคุมสังคม): พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผล 8 พ.ย. 68 มุ่งเป้าลดผลกระทบทางสังคมและสุขภาพ โดยขยายความรับผิดชอบจาก “ผู้ขาย” ไปยัง “ผู้ซื้อ/ผู้ดื่ม” โดยตรง

“กับดักทางกฎหมาย” ที่นักท่องเที่ยวไม่รู้

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือคำนิยามของ “สถานบริการ”

นโยบายผับตี 4 นั้น บังคับใช้เฉพาะกับสถานประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 เท่านั้น ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่มีขั้นตอนซับซ้อนและมีสถานประกอบการเพียงส่วนน้อยที่ถือครอง

ในขณะที่ ร้านอาหาร, บาร์ทั่วไป, หรือร้านริมทาง ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมใช้บริการ ไม่ได้ถือใบอนุญาตนี้ ดังนั้น ร้านเหล่านี้จึงยังคงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์ฉบับเดิม คือ ต้องยุติการจำหน่ายและให้บริการแอลกอฮอล์ในเวลา 00.00 น. (เที่ยงคืน)

นี่คือ “กับดัก” ที่เกิดขึ้น: นักท่องเที่ยวที่เข้าใจว่า “กรุงเทพฯ เปิดถึงตี 4” ไปนั่งดื่มต่อในร้านอาหารทั่วไปหลังเที่ยงคืน ภายใต้กฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ 8 พ.ย. 68 นักท่องเที่ยวคนนั้น (ในฐานะผู้บริโภค) และร้านค้านั้น (ในฐานะผู้จำหน่าย) กำลังกระทำผิดกฎหมายทั้งคู่ และนักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับ 10,000 บาท ทันที

ช่องว่างของ “ดุลยพินิจตำรวจ” และความเสี่ยงในการเลือกปฏิบัติ

นี่คือประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในเชิงวิเคราะห์

ในอดีต การบังคับใช้กฎหมายมุ่งเน้นไปที่ “ผู้ประกอบการ” ซึ่งมักมีความซับซ้อนในการดำเนินคดี แต่กฎหมายใหม่นี้ที่ให้อำนาจปรับ “ผู้บริโภค” โดยตรง 10,000 บาท ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ง่ายและทรงพลังในการบังคับใช้กฎหมาย

ความกังวลที่เกิดขึ้นคือ:

  • การเลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement): เจ้าหน้าที่อาจเลือกที่จะไม่ดำเนินคดีกับสถานบริการขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรอง แต่หันมามุ่งเป้าไปที่ “ผู้บริโภค” โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ไม่ทราบกฎหมายที่ซับซ้อน และมักยอมจ่ายค่าปรับเพื่อยุติปัญหา
  • การสร้างภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อย: ร้านอาหารขนาดเล็กที่พยายามเปิดเพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล กลับต้องเผชิญความเสี่ยงที่ลูกค้าของตนจะถูกจับกุม ซึ่งทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว
  • การใช้ดุลยพินิจที่อาจนำไปสู่การทุจริต: เมื่อมีกฎหมายที่ขัดแย้งกันและบทลงโทษสูง ย่อมเปิดช่องให้เกิดการเจรจาต่อรองแทนการบังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส

บริบททางสังคม: การไว้ทุกข์และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

สถานการณ์นี้ยังซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อประเทศไทยยังอยู่ในช่วงบรรยากาศการไว้ทุกข์ (หลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ซึ่งทำให้สังคมมีความอ่อนไหวต่อ “ความไม่เหมาะสม” ในที่สาธารณะ

การบังคับใช้กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด จึงได้รับความชอบธรรมในมิติของการ “จัดระเบียบสังคม” เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศโดยรวม แม้ว่าในทางปฏิบัติ มันจะสวนทางกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างหนักก็ตาม

การที่นโยบายของรัฐบาลขาดเอกภาพและขัดแย้งกันเอง กำลังสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารอย่างเร่งด่วนที่สุดก่อนที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันพรุ่งนี้:

  1. สร้างความชัดเจน: ต้องประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบอย่างชัดเจน (เป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ) ว่าร้านประเภทใดที่สามารถเปิดถึงตี 4 ได้ และร้านประเภทใดที่ต้องปิดเที่ยงคืน
  2. กำหนดแนวปฏิบัติ (Guideline) ของตำรวจ: สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรกำหนดแนวทางการบังคับใช้กฎหมายใหม่นี้ โดยมุ่งเน้นการตักเตือนและประชาสัมพันธ์ในช่วงแรก มากกว่าการมุ่งเป้าจับกุมผู้บริโภคที่สับสน เพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ

อ่านข่าวอื่น ๆ :

สั่งสินค้าได้เลยที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *