ทำไมพรรคประชาชน เลือกใช้ภาษาที่เสี่ยงต่อความเข้าใจผิด? วิเคราะห์กลยุทธ์การสื่อสารที่แลกมาด้วยคะแนนนิยม

การวิเคราะห์การสื่อสารของช่อ พรรณิการ์ วานิช และพรรคประชาชน ที่มักเกิดดราม่าและถูกโจมตีนั้น สามารถวิเคราะห์ได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

​1. การสื่อสารที่สร้างความสับสนและดราม่า

​การสื่อสารของคุณพรรณิการ์และพรรคประชาชนมักใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ตรงไปตรงมา และกระตุ้นอารมณ์ ซึ่งอาจถูกตีความได้หลายแง่มุม การใช้ประโยคคำถามที่ท้าทายอย่าง “ทหารมีไว้ทำไม?” หรือการพูดถึง “คนไม่อยากให้สงครามจบ” แม้จะมีเจตนาดีที่ต้องการโจมตี “ทหารการเมือง” หรือ “นักการเมือง” ที่แสวงหาผลประโยชน์ แต่ด้วยบริบททางสังคมไทยที่อ่อนไหวต่อประเด็นเหล่านี้ ทำให้คำพูดดังกล่าวถูกสื่อสารออกไปในวงกว้างและถูกตัดตอนได้ง่าย

ภาพ : เนชั่นสุดสัปดาห์

​ความกำกวมของคำ คำว่า “ทหาร” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึง “ทหารทุกคน” แต่หมายถึง “ทหารการเมือง” หรือ “ผู้มีอำนาจ” แต่การใช้คำกว้างๆ ทำให้ผู้ชมที่ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดตีความผิดได้ทันทีว่าเป็นการโจมตีทหารทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละด้วย

​การสร้างคู่ขัดแย้ง การสื่อสารมุ่งเน้นการสร้างคู่ขัดแย้งที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายประชาชน vs. ฝ่ายอำนาจเก่า, ทหารที่ดี vs. ทหารการเมือง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้เพื่อดึงดูดความสนใจและปลุกระดมทางการเมือง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้คนอีกกลุ่มรู้สึกถูกโจมตีและกลายเป็นศัตรู

​2. สาเหตุที่พรรคไม่ปรับปรุงการสื่อสาร

​แม้จะเกิดกระแสดราม่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พรรคประชาชนอาจเลือกที่จะไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารด้วยเหตุผลดังนี้

​สร้างจุดเด่นทางการเมือง การสื่อสารที่ฉีกกรอบและท้าทายขนบเดิมๆ เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้พรรคโดดเด่นและแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดึงดูดฐานเสียงหลักของพรรค ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่า

​เชื่อมั่นในเนื้อหา พรรคอาจเชื่อมั่นว่าเจตนาที่แท้จริงของเนื้อหามีความสำคัญกว่ารูปแบบการนำเสนอ และมองว่าผู้ที่เข้าใจผิดคือผู้ที่ถูกสื่อฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนข้อมูล ซึ่งถ้าหากคนเหล่านั้นเปิดใจและทำความเข้าใจก็จะไม่เกิดปัญหา

​การตลาดทางการเมือง ดราม่าที่เกิดขึ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์จะทำให้ชื่อของพรรคและนักการเมืองยังคงอยู่ในกระแสข่าวตลอดเวลา ทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนอย่างต่อเนื่อง

​3. ผลกระทบต่อคะแนนนิยม

การสื่อสารในลักษณะนี้มีผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคอย่างแน่นอน แต่เป็นผลกระทบที่ซับซ้อนและอาจไม่ได้แย่อย่างที่คิดเสมอไป

​คะแนนนิยมลดลงในกลุ่มเป้าหมายเดิม การสื่อสารที่ทำให้คนกลุ่มกลางๆ ที่ไม่ใช่แฟนคลับของพรรคเกิดความเข้าใจผิด อาจทำให้พวกเขาหันไปสนับสนุนพรรคอื่นที่มีการสื่อสารที่ปลอดภัยกว่า

​คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มเป้าหมายใหม่ ในทางกลับกัน การสื่อสารที่รุนแรงและท้าทายอาจทำให้คะแนนนิยมในกลุ่มที่สนับสนุนพรรคอยู่แล้วเพิ่มสูงขึ้น เพราะเป็นการตอกย้ำจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค

​ทำลายความน่าเชื่อถือ ดราม่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจทำให้ความน่าเชื่อถือของพรรคโดยรวมลดลง เพราะประชาชนบางส่วนจะมองว่าพรรคมีการสื่อสารที่ไร้ประสิทธิภาพ และเมื่อพรรคพยายามชี้แจงก็ถูกมองว่าเป็นการ “แก้ตัว”

สรุป การสื่อสารของคุณพรรณิการ์และพรรคประชาชนเป็น “การสื่อสารแบบเสี่ยงสูง” ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นและสร้างความแตกต่างทางความคิด ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน แม้จะทำให้พรรคมีจุดยืนที่ชัดเจนและดึงดูดฐานเสียงที่แข็งแกร่งได้ แต่ก็ต้องแลกมากับความเข้าใจผิดและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนอีกกลุ่มที่มองว่าการสื่อสารของพรรคนั้น “ขาดความละเอียดอ่อน” และ “ขาดความรอบคอบ” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการขยายฐานเสียงในอนาคต.

อ่านข่าวอื่น ๆ :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *